Chemspider ..Free Database โครงสร้างเคมี

lib_knowledgeบรรณารักษ์มีฐานข้อมูล Free มาให้ลองใช้กัน เหมาะสำหรับชาวเคมีครับ เป็นฐานข้อมูลโครงสร้างทางเคมีที่พัฒนาขึ้นโดย Royal Society of Chemical : RSC ใครที่เคยลองใช้ SciFinder แล้วยังรู้สึกสับสนหรือใช้ไม่สะดวก หรือยังไม่ได้ลงทะเบียน (SciFinder จะต้องลงทะเบียนก่อนใช้โดยใช้ได้เฉพาะชาวมหิดลเท่านั้น) แต่อยาจะหาโครงสร้างเคมีแบบเร่งด่วน ก็ลองเข้ามาใช้ Chemspider กันได้ครับ

spider1รูปแบบของ Chemspider ก็ไม่ต่างจากฐานข้อมูลวิชาการทั่วๆ ไป คือสืบค้นจากคำค้นต่างๆ (Keyword) แต่สำหรับ Chemspider ที่เน้นทางด้านเคมีจึงอาจจะใช้คำค้นที่เฉพาะทางสักหน่อย ซึ่งสามารถใช้ชื่อสารเคมีที่เป็นชื่อวิทยาศาสตร์หรือชื่อสามัญ หรือชื่อทางการค้าก็ค้นเจอเหมือนกัน และยังสามารถวาดสูตรโครงสร้างทางเคมีเพื่อค้นหาได้เหมือน SciFinder อีกด้วย Continue reading

ScienceDirect ปรับโฉมใหม่

ScienceDirect เปลี่ยนรูปโฉมใหม่ ดูเรียบ โล่ง แต่ดูดีและครบถ้วนเรื่องข้อมูลที่จำเป็นเช่นเดิม มาไล่ดูกันว่าหน้าตาใหม่ของ SD เป็นอย่างไร และอะไรอยู่ตรงไหน

SD

A – ฟังก์ชั่นค้นหา สามารถค้นหาได้อย่างรวดเร็วด้วยการใส่คำค้นที่ต้องการในช่อง Search all fields หรือระบุ Reference ที่มีเพื่อค้นหาให้เจาะจงยิ่งขึ้น ถ้าต้องการค้นหาแบบละเอียดก็เลือกที่ Advanced search สามารถระบุคำค้นและข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม และเลือกได้ว่าต้องการค้นจากวารสาร หนังสือ หรือค้นหารูปภาพ

B – Browse publications by subject เลือกหาวารสาร/หนังสือ ที่มีในฐาน SD แบ่งตาม Subject ซึ่งบางชื่อสามารถมีได้หลาย Subject

C - Browse publications by title เลือกหาวารสาร/หนังสือ ที่มีในฐาน SD เรียงตามลำดับอักษร

D - Open Access ส่วนนี้จัดไว้สำหรับสิ่งพิมพ์ประเภท Open Access เท่านั้น สามารถเลือกค้นได้จากรายชื่อที่มีในฐาน SD

E – Top 25 เป็นการแสดงรายการบทความยอดนิยมที่ถูก download มากที่สุด แบ่งตาม Subject

F – แสดงรายการบทความล่าสุดที่เข้ามาในฐาน SD

ดูสบายตากว่าของเดิมเยอะเลยใช่ไหมครับ แต่ฟังก์ชั่นที่จำเป็นต้องใช้งานยังคงอยู่ครบถ้วน ภายในแต่ละฟังก์ชั่นจะแบ่งย่อยเหมือนที่เคยใช้มาแต่เดิม เพียงแต่ปรับให้ดูกระชับขึ้นเพื่อความสบายตา

เราค้นหาผลงานวิจัย (ฉบับเต็ม) จาก Google ได้จริงไหม?

scholar_logo_lg_2011

ห้องสมุดสถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างบอกรับฐานข้อมูลวิชาการ วารสารหรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อที่จะให้บริการแก่นักศึกษา นักวิจัย บางสถาบันมีฐานข้อมูลมากมายให้เลือกใช้ทั้งที่บอกรับและที่เป็น Open Access แต่ก็มากเสียจนผู้ใช้เองเริ่มงงว่าแล้วฉันควรจะใช้ฐานข้อมูลไหนดี ไปๆ มาๆ ก็เลยหันไปพึ่งเพื่อนผู้รอบรู้อย่าง Google เว็บ Search Engine ยอดนิยม เพราะเชื่อว่าค้นใน Google แล้ว หาอะไรก็เจอ

จากคำถามที่ว่าเราสามารถค้นหาบทความฉบับเต็มจาก Google ได้ไหม ตอบว่าได้จริงครับ แต่จะโหลดได้ไหมนั้นตอบว่าไม่ทราบ คำตอบนี้สำหรับคำถามที่ว่าด้วยการโหลดบทความฉบับเต็มนะครับ (Full Text) เพราะ
บางท่านอาจต้องการเพียงแค่ Abstract ก็ได้

ลองมาดูคำเฉลยกันดีกว่าครับ ยกตัวอย่างว่าเราลองค้นหางานวิจัยสักหัวข้อหนึ่งจาก Google ได้ผลลัพธ์ตามรูปที่ 1 จะเห็นว่า Google เลือกที่จะจัดอันดับโดยเอาผลลัพธ์ที่ได้จากฐานข้อมูลวิชาการหรือสำนักพิมพ์ มานำเสนอ เป็นอันดับต้นๆ เช่น จาก PubMed (www.ncbi.nlm.nih.gov) หรือจากสำนักพิมพ์ Wiley (http://onlinelibrary.wiley.com) ทีนี้ถ้าเกิดผู้ใช้ต้องการเข้าไปโหลด FullText ก็ต้องลองกัน
แล้วล่ะครับว่าสถาบันต้นสังกัดของผู้ใช้นั้นบอกรับวารสารชื่อนั้นๆ อยู่หรือไม่ ถ้าบอกรับก็โหลดได้เลยไม่มีปัญหา ถ้าไม่ได้บอกรับก็เป็นอันจบข่าว Continue reading

บรรณารักษ์ชวนรู้ : ตามล่าหา Impact Factors (ตอน ๒)

lib_knowledgeต่อเนื่องจากคราวที่แล้วนะครับ เรากำลังตามล่าหาค่า Impact Factors กันอยู่ คราวก่อนเราเข้าไปดูลิสต์ค่า IF ของปีก่อนๆ จากเว็บของห้องสมุดสตางค์ไปแล้ว ทีนี้จะมาค้นหาของปีล่าสุดกันบ้างล่ะ

สิ่งที่มักจะสร้างความสับสนเสมอๆ ก็คือข้อมูลล่าสุดของ IF คือปีไหนกันแน่ ปัจจุบันคือปี 2011 แต่ค่า IF ที่ใช้ล่าสุดจะเป็น IF2010 …ทำไมไม่เป็น ๒๐๑๑ ตามปีปัจจุบันล่ะ ตรงนี้ทำเอาหลายคนมึนงงและถกเถียงกันมามาก

อธิบายง่ายๆ ก็คือ ค่า IF นั้นจะคำนวณบทความของวารสารที่ตีพิมพ์ผ่านมาแล้ว ๒ ปี และจำนวนครั้งที่ถูกนำไปอ้างในปีที่ต้องการหาค่า มาคำนวณเพื่อหาค่าเฉลี่ย ดังนั้นสมมุติว่าเราอยากได้ค่า IF ปี ๒๐๑๐ ของวารสาร A เราก็ต้องเอาจำนวนบทความของวารสาร A ในปี ๒๐๐๘ และ ๒๐๐๙ มาเป็นตัวตั้ง หารด้วยจำนวนครั้งที่ถูกนำมาอ้างอิงในปี ๒๐๑๐ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นค่า IF สำหรับปี ๒๐๑๐ ดังนั้นปีนี้คือปี ๒๐๑๑ เขาก็ต้องเอาจำนวนบทความปี ๒๐๐๙ และ ๒๐๑๐ มารวมกัน หารด้วยจำนวนครั้งที่ถูกนำไปอ้างในปี ๒๐๑๑ มาคำนวณ แต่ถ้าปี ๒๐๑๑ มันยังไม่หมด เราก็เลยคำนวณค่าไม่ได้ ดังนั้นค่า IF ที่มีอยู่ล่าสุดจึงเป็นปี ๒๐๑๐ ด้วยประการฉะนี้

ถามว่าแล้วค่า IF ปี ๒๐๑๑  จะกำหนดคลอดเมื่อไหร่ล่ะ อันนี้ก็ต้องให้เวลา JCR เขารวบรวมข้อมูลและคำนวณด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าขึ้นปีใหม่แล้วจะได้ใช้เลย ตามปกติแล้วก็จะอยู่ในช่วงกลางๆ ปี ราวเดือนกรกฎาคมหรือกันยายน ฐานข้อมูล JCR ก็จะเปิดให้ค้นหาค่า IF ของปีล่าสุดได้แล้วล่ะครับ

ลองเข้าไปค้นหากันดูนะครับที่ ฐานข้อมูล Journal Citation Reports เข้าไปแล้วจะพบหน้าเว็บตาม รูปที่ ๑ ตรงกลางจอเขาจะแบ่งเป็นสองส่วน ด้านซ้ายจะให้เราเลือกว่าจะค้นหาค่า IF ของวารสารในสาขาวิทยาศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ และเลือกปีที่ต้องการค้นหา (A) ส่วนฝั่งขวาจะเป็น Option ต่างๆ ที่เราจะใช้ในการค้นหา (B) ได้แก่

  • View a group pf journals by Subject Category, Publisher, Country/Territory – เลือกดูวารสารโดยแบ่งตามหมวดหมู่ สำนักพิมพ์ หรือตามประเทศที่ตีพิมพ์
  • Search for a specific journal – ค้นหาด้วยการใส่คำค้นเป็นชื่อวารสาร
  • View all journals – ดูรายการวารสารทั้งหมด
รูปที่ ๑ : หน้าแรกของฐานข้อมูล JCR สำหรับค้นหาค่า IF

รูปที่ ๑ : หน้าแรกของฐานข้อมูล JCR สำหรับค้นหาค่า IF

ในตัวอย่างผมลองค้นดูค่า IF2010 สาขาวิทยาศาสตร์ โดยเลือกแสดงผลตามหมวดหมู่นะครับ เมื่อกดปุ่ม Submit ก็จะได้หน้าตาตาม รูปที่ ๒ เขาก็จะให้เราเลือกหมวดหมู่ที่ต้องการ (C) โดย JCR จะคัดแยกวารสารที่มีออกตามหมวดหมู่หรือสาขาวิชา ดังนั้นวารสารบางชื่ออาจจะอยู่ได้หลายกลุ่มสาขาวิชา และเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้แสดงผลเรียงตามลำดับอะไร เช่น เรียงตามชื่อวารสาร เรียงตามลำดับค่า IF เป็นต้น (D) สมมุติผมเลือกดูในสาขา Chemistry, Analytical และให้แสดงผลเรียงตามค่า IF

รูปที่ ๒ : เลือกดูรายการค่า IF โดยให้แบ่งตามสาขาวิชา

รูปที่ ๒ : เลือกดูรายการค่า IF โดยให้แบ่งตามสาขาวิชา

ผลลัพธ์จะออกมาตาม รูปที่ ๓ เป็นตารางแสดงค่าต่างๆ ของวารสาร และเรียงลำดับตามค่า IF (E) จากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ชื่อวารสารนั้นจะแสดงเป็นตัวย่อ หากไม่แน่ใจชื่อว่าตรงที่เราตามหาอยู่ไหม ก็เช็คจากหมายเลข ISSN ก็ได้ นอกจากค่า IF แล้ว ยังแสดงค่าต่างๆ ที่จำเป็นและใช้ในการ Ranking วารสารอีกด้วย

รูปที่ ๓ : ตารางแสดงค่า IF ของวารสารเรียงลำดับจากค่า IF มากไปน้อย

รูปที่ ๓ : ตารางแสดงค่า IF ของวารสารเรียงลำดับจากค่า IF มากไปน้อย

กลับไปที่รูปที่ ๑ อีกครั้งนะครับ คราวนี้ถ้าผมมีชื่อวารสารอยู่ในมือแล้ว แต่อยากจะดูค่า IF สักหน่อย วิธีนี้ให้เลือก Option ฝั่งขวามือ (B) เป็น Search for a specific journals เพื่อใส่คำค้นเป็นชื่อวารสาร ก็จะได้หน้าตาตาม รูปที่ ๔ แบ่งเป็นสองฝั่งอีกแล้ว ฝั่งขวาให้เราใส่ชื่อวารสารที่เราต้องการหา ส่วนฝั่งซ้ายคือประเภทของการค้นหาว่าจะค้นหาจากอะไร

  • Full Journal Title – เราต้องใส่ชื่อเต็มที่ถูกต้องของวารสาร
  • Abbreviated Journal Title – ใส่ชื่อย่อที่ถูกต้องของวารสาร
  • Title Word – ใส่ชื่อวารสารเพียงบางส่วน
  • ISSN – ค้นหาจากหมายเลข ISSN

จะเห็นว่าสองข้อแรกนั้นถ้าเราไม่แม่นชื่อเต็มหรือชื่อย่อก็จะค้นไม่เจอ จึงแนะนำให้ใช้ Title Word จะง่ายกว่า เพราะใส่ลงไปเพียงบางคำ ระบบก็จะค้นให้ เพราะบางทีเราอาจจะไม่แน่ใจว่าชื่อวารสารที่เราจะหานั้นมันชื่ออะไรกันแน่ อย่างในตัวอย่างผมลองใส่คำว่า Journal of Polymer เพราะผมไม่แน่ใจว่ามันชื่ออะไรแน่ แต่จำได้เลาๆ ว่าประมาณนี้นี่แหละ ลองค้นดูละกัน … เอ้า คลิก … ระบบก็จะแสดงผลตาม รูปที่ ๕ ปรากฏว่าได้ผลลัพธ์ ๗ รายการที่มีคำว่า Journal of Polymer อยู่ในชื่อวารสาร ผมก็มาดูว่าชื่อไหนกันแน่ที่ต้องการ

รูปที่ ๔ : ค้นหาค่า IF ด้วยการใส่ชื่อวารสาร

รูปที่ ๔ : ค้นหาค่า IF ด้วยการใส่ชื่อวารสาร

รูปที่ ๕ : จากคำค้น Journal of Polymer ระบบบอกว่าพบอยู่ ๗ รายการ

รูปที่ ๕ : จากคำค้น Journal of Polymer ระบบบอกว่าพบอยู่ ๗ รายการ

ทีนี้ลองดูที่ชื่อวารสารแต่ละชื่อนะครับว่ามันสามารถ link ต่อไปได้อีก ผมลองคลิกเข้าไปที่ชื่อวารสาร J POLYM RES จะเกิดอะไรขึ้น …

ก็จะได้ผลลัพธ์ตาม รูปที่ ๖ คือจะแสดงข้อมูลอย่างละเอียดมากๆ ของวารสารชื่อนี้ ได้แก่ Journal Information (F) คือชื่อเต็ม ชื่อย่อ สำนักพิมพ์ ISSN ตีพิมพ์ในประเทศอะไร กำหนดออกเท่าไหร่ จัดอยู่ในสาขาวิชาอะไร และถ้ามองที่ตารางแสดงค่าต่างๆ ด้านบน นอกจากค่า IF แล้วยังมีตัวเลขอื่นๆ อีกหลายตัวคือ 5-Year Impact Factor, Immediacy Index, Cited Half-Life และ Citing Half-Life ซึ่งค่าเหล่านี้จะถูกยกมาอธิบายว่ามากจากไหน คำนวณออกมาได้อย่างไร (รูปที่ ๗)

รูปที่ ๖ : เมื่อคลิกที่ชื่อวารสารจะปรากฏหน้าจอแบบนี้ ด้านบนเป็นตารางแสดงค่าต่างๆถัดลงมาเป็นข้อมูลของวารสารว่าชื่อเต็มอะไร ชื่อย่ออะไร พิมพ์ที่ไหน เป็นต้น

รูปที่ ๖ : เมื่อคลิกที่ชื่อวารสารจะปรากฏหน้าจอแบบนี้ ด้านบนเป็นตารางแสดงค่าต่างๆ
ถัดลงมาเป็นข้อมูลของวารสารว่าชื่อเต็มอะไร ชื่อย่ออะไร พิมพ์ที่ไหน เป็นต้น

รูปที่ ๗ : ด้านล่างถัดลงมาจะแสดงวธีการคำนวณค่า IF และค่าอื่นๆ ของวารสารชื่อนั้น

รูปที่ ๗ : ด้านล่างถัดลงมาจะแสดงวธีการคำนวณค่า IF และค่าอื่นๆ ของวารสารชื่อนั้น

นี่แหละครับวิธีการหาค่า IF จากฐานข้อมูล JCR ที่เล่ามานี้เป็นขั้นตอนการค้นแบบทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ที่หน้าเว็บอาจจะมี link อื่นๆ อีกมากมาย ลองคลิกเข้าไปศึกษากันดูได้นะครับ สำหรับท่านผู้ใช้ที่ไม่ใช่เป็นบุคลากรของมหดิล หรือว่าไม่สามารถเข้าใช้งานฐานข้อมูลผ่านระบบของมหิดลได้ สามารถติดต่อมาสอบถามค่า IF ได้นะครับที่ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข อีเมล์ lisc@mahidol.ac.th หรือโทร. ๐-๒๒๐๑-๕๗๑๘

——————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บรรณารักษ์ชวนรู้: ตามล่าหา Impact Factors

lib_knowledgeสำหรับนักวิจัยทั้งหลายคงไม่ต้องอธิบายให้มากความกับเรื่องของ ค่า Impact Factors กันนะครับว่ามันคืออะไร แต่ปัญหาที่พบก็คือหลายท่านยังสงสัยอยู่ว่าเราจะไปค้นหาค่า IF ของวารสารต่างๆ นี้ได้จากที่ไหน แล้วตกลงค่า IF ที่เป็นปีล่าสุดคือปีอะไรกันแน่ ทำไมไม่ตรงตามปีปัจจุบันล่ะเนี่ย

เผื่อบางท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือน้องๆ นักศึกษาที่เป็นนักวิจัยมือใหม่อาจจะยังไม่คุ้นเคย ค่า Impact Factors มันคืออะไรกันแน่นะ? สั้นๆ เลยก็คือ “จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความในวารสารฉบับนั้นจะได้รับการอ้างอิงในแต่ะปี” ค่า IF จึงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในการเปรียบเทียบและจัดอันดับวารสาร เพื่อประกอบการพิจารณาบอกรับของห้องสมุด เพื่อให้นักวิจัยได้ใช้คัดเลือกวารสารที่เหมาะสมในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ เพื่อใช้ประเมินคุณภาพด้านการวิจัยของสถาบันการศึกษา โดยพิจารณาจากคุณภาพของบทความที่ตีพิมพ์โดยบรรดานักวิจัยภายในสถาบันนั้นๆ ได้อีกด้วย

สรุปได้ว่า หากผลงานของเราได้ตีพิมพ์ลงในวารสารที่มีค่า IF สูง หมายความว่าโอกาสที่ผลงานของเราจะได้รับการนำไปอ้างอิงก็จะมีโอกาสสูงตามไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้วารสารที่มีค่า IF สูงๆ จึงมีหลักเกณฑ์พิจารณารับตีพิมพ์ที่เข้มงวดมากเป็นพิเศษ เพราะค่า IF ที่สูง จะบ่งบอกถึงคุณภาพของวารสาร ดังนั้นจึงต้องมีการกลั่นกรองงานวิจัยที่มีคุณภาพเท่านั้นถึงจะได้รับการตีพิมพ์

ท่านที่อยากรู้ว่าเขาคำนวณค่า IF กันยังไง ลองเข้าไปศึกษาได้ตามนี้นะครับ http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/if.htm

หลายท่านมีคำถามที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้นะครับว่า ตกลงแล้วเจ้าค่า IF มันสามารถตัดสินคุณภาพของวารสารได้จริงๆ ล่ะหรือ? แวดวงวิชาการคงต้องถกเถียงกันอีกนานล่ะครับว่ามันจะยังไงกันแน่ แต่ตอนนี้โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้ค่า IF เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของวารสารกันอยู่ เราจึงยังต้องทำความคุ้นเคยกับมันเอาไว้ก่อนล่ะครับ ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า แล้วจะไปดูค่า IF ได้จากที่ไหน

สำหรับชาวมหิดลคงจะสะดวกสบายหน่อยนะครับ เพราะมหาวิทยาลัยมหิดล ได้บอกรับเป็นสมาชิกของฐานข้อมูล Journal Citation Reports (JCR) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ใช้ในการสืบค้นหาค่า IF แต่ถ้าเป็นบุคคลภายนอกมหิดล หรือใช้อินเทอร์เน็ตนอกเครือข่ายของมหิดล ก็จะไม่สามารถเข้าใช้งานฐานข้อมูลตัวนี้ได้ แต่ไม่ต้องกังวลครับ ยังมีทางออกเสมอ

เริ่มที่ชาวมหิดลกันก่อนนะครับ สามารถใช้งานผ่านเว็บไซต์ของห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข ในส่วนของ ดัชนี Impact Factors ในหน้านี้จะแบ่งข้อมูลออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกจะเป็น link ไปยังฐานข้อมูล JCR เพื่อสืบค้นค่า IF ปีล่าสุด (A) ส่วนที่สองจะเป็นการค้นหาค่า IF ย้อนหลัง ซึ่งก็แบ่งได้อีกสองส่วนคือ เว็บไซต์ Science Gateway ซึ่งจะให้บริการข้อมูล IF ฟรี แต่ว่าจะไม่ได้ปีล่าสุดนะครับ (B) และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นตารางแสดงค่า IF ย้อนหลัง ที่ห้องสมุดสตางค์จัดทำขึ้นเพื่อจะได้ดูกันง่ายๆ โดยมีทั้งเรียงตามลำดับอักษร และเรียงตามค่า IF (C) ส่วนสุดท้ายของหน้านี้คือด้านล่างสุดไล่เรียงลงไป จะเป็นการรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับค่า IF ไม่ว่าจะเป็นวิธีการคำนวณค่า Impact Factors หรือ Citation Analysis บทความวิชาการที่ว่าด้วยเรื่องของค่า IF เป็นต้น

IF1รูปที่ ๑ : หน้าดัชนี Impact Factors ของห้องสมุดสตางค์

IF2รูปที่ ๒ : ตารางแสดงค่า IF ย้อนหลัง จัดทำโดยห้องสมุดสตางค์
แบ่งออกเป็นวารสารสาขา Science (D) และ Social Science (E)

ที่หน้านี้มีข้อแม้อยู่ที่ส่วนของการค้นหาค่า IF ปีล่าสุด (A) และค่า IF ย้อนหลัง (C) ที่เปิดให้ใช้งานผ่านระบบ Intranet ของมหิดลเท่านั้น จะไม่สามารถเปิดดูข้อมูลได้จากภายนอกนะครับ แต่ถ้าหากว่าท่านที่ไม่ใช่เป็นนักศึกษาหรือบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล หรือแม้แต่ชาวมหิดลเองก็ตามที่ไม่ค่อยสะดวกในการค้นหา ก็สามารถติดต่อขอดูค่า IF ของวารสารได้ โดยติดต่อมาที่ lisc@mahidol.ac.th หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๒๒๐๑-๕๗๑๘ ครับ

——————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บรรณารักษ์ชวนรู้: ScienceDirect ก็ค้นรูปภาพได้

lib_knowledgeผู้ใช้หลายท่านประสบปัญหาเวลาทำวิจัย หรือทำโปสเตอร์ผลงานวิจัยแล้วต้องการใช้รูปภาพ แต่ดันไม่มีเครื่องสแกน หรือภาพที่โหลดมาได้จาก paper ก็เล็กเสียเหลือเกิน ลองมาใช้งานฟังก์ชั่นใหม่ของ ScienceDirect ดู นะครับ จากที่เราเน้นหางานวิจัยอย่างเดียว ลองมาใช้ SD ค้นหารูปภาพกันบ้างดีกว่า

แต่ขอทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าฟังก์ชั่นนี้จริงๆ ก็ไม่ได้ผลลัพธ์ต่างไปจากการหา paper มากนัก เพียงแต่ SD จะเปลี่ยนเป้าการค้นหาไปจับเฉพาะส่วนที่เป็นรูปภาพ กราฟ แผนภูมิ หรือคลิปวีดิโอ เท่านั้นเอง โดยยังอาศัยการค้นหาจากคำค้น (Keywords) หัวเรื่อง (Subjects) หรือชื่อเรื่อง (Title) เช่นเดิม ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจจะไม่ต่างจากการค้นแบบธรรมดา ก็คือเราจะได้งานวิจัยตามที่เราใส่คำค้นลงไปนั่นแหละครับ แต่ SD จะแสดงผลให้เราดูเฉพาะที่เป็นรูปภาพเท่านั้นเอง

ท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วมันจะต่างอะไรกับการค้นแบบเดิมล่ะเนี่ย…ก็เพราะคราวนี้เราจะดูเฉพาะรูป ภาพไงครับ ไม่งั้นก็ต้องมาเปิดดูทีละเรื่องๆ ว่าเรื่องไหนมีรูปที่เราอยากได้อยู่ การค้นด้วยวิธีนี้จึงสะดวกกว่าเป็นกอง

เริ่มต้นกันที่หน้าเว็บ ScienceDirect กันเลยครับ เริ่มกันที่การค้นแบบ Basic Search ที่หน้าจอด้านบนจะเห็นมีช่องให้เราใส่คำค้นใช่ไหมครับ แต่ลองขยับมองด้านซ้ายมือสักนิดจะเห็นว่า SD จะให้เราเลือกว่าจะค้นหาอะไร Article หรือ Images ก็คลิกเลือกที่ Images ได้เลย (รูปที่ ๑)

sd_image01รูปที่ ๑

แต่ถ้าจะค้นแบบ Advance ซักหน่อย ก็ให้คลิกเลือกที่แท็บ Search ตรงแถบเมนูสีเขียวที่อยู่ด้านบนนะครับ จะปรากฏหน้าต่างตามรูปที่ ๒ จากนั้นให้เลือกที่แท็บ Images (A) หน้าตาก็จะคล้ายๆ เวลาเรา search หาบทความเลยครับ ใส่คำค้นตามต้องการลงไป บรรทัดถัดมาเราสามารถระบุได้ด้วยว่าจะค้นข้อมูลประเภทไหน (B) มีให้เลือกสามแบบคือ รูปภาพ (Figure) ตารางหรือแผนภูมิ (Tables) คลิปวิดีโอ (Videos) นอกจากนี้ยังระบุขอบเขตของสาขาวิชา (C) และช่วงปีที่ต้องการ (D) ได้อีก ดูแล้วก็แทบไม่ต่างอะไรจากการค้น paper ตามปกติเลยครับ

sd_image02รูปที่ ๒

ก็จะได้ผลลัพธ์ตามรูปที่ ๓ แต่การเลือกค้นหาจาก รูปภาพ (Figure) บางทีเราก็จะได้รูปกราฟหรือตารางมานะครับ อันนี้ก็ต้องเห็นใจ SD สักหน่อยว่าระบบมันอาจจะแยกไม่ออกว่าอันไหนเขาเรียกรูปภาพ อันไหนเรียกกราฟ เราจึงได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็นตามตัวอย่างนั่นแหละครับ แล้วถ้าเอาเม้าส์ไปวางไว้ที่รูปด้านขวา SD ก็จะโชว์หน้าต่างเป็น Guide ให้เราดู

sd_image03รูปที่ ๓

ถึงตรงนี้เราก็เลือกรูปที่ต้องการได้ตามชอบเลยครับ แต่ละรูปเขาจะทำ link ไว้ให้ด้านล่าง คือ

  • View within article คือเปิดบทความชิ้นนั้นในรูปแบบ html เพื่อเข้าไปโหลดรูปขนาดเต็ม
  • Related Images คือเชื่อมต่อไปยังรูปภาพอื่นที่ใกล้เคียง ซึ่งบางครั้งก็อาจอยู่ในบทความเดียวกัน
  • Article PDF เปิดบทความชิ้นนั้นในรูปแบบ PDF

เช่นเดียวกับการค้นหาบทความนะครับ คือให้ดูด้วยว่ามีไอคอนสีเขียวประดับไว้หรือไม่ ถ้าเป็นไอคอนสีขาว เราก็จะเปิดดูรูปนั้นไม่ได้นะครับ และหากว่าผลลัพธ์มันมีออกมามากเหลือเกิน เราก็สามารถจำกัดขอบเขตการค้นหา (limit to) ที่เมนูด้านซ้ายได้ด้วยครับ เช่น อาจจะขอดูเฉพาะที่เป็นคลิปวิดีโอ หรือเจาะจงเฉพาะที่ตีพิมพ์ในวารสารชื่อใดชื่อหนึ่ง เป็นต้น

ติดตามรายการฐานข้อมูลของห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข เพิ่มเติมได้ที่
http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/ebase.htm

——————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บรรณารักษ์ชวนรู้: การใช้งาน Scopus ที่บางคนยังเข้าใจผิด

lib_knowledgeมีผู้ใช้มือใหม่หลายท่านที่แวะเวียนเข้ามาถามถึงการใช้งานฐานข้อมูล Scopus โดยเฉพาะเวลาที่จะ download บทความ ว่าทำไมไม่เห็นมีตรงไหนให้คลิกโหลดเลย หรือไม่ก็ ทำไมไม่เห็นจะโหลดได้เลยล่ะ หลายท่านอารมณ์เสียจนพาลจะเลิกใช้ ถ้าอย่างนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับ Scopus กันซักหน่อยเป็นไรครับ

เมื่อแรกใช้ท่านอาจจะงงๆ ว่าทำไมมันช่างดูเหมือนกับ ScienceDirect เหลือเกิน แค่เปลี่ยนสีสันเท่านั้น ก็เป็นเพราะว่า Scopus เป็นอีกหนึ่งผลงานของ Elsevier นั่นเอง แพลทฟอร์มต่างๆ จึงดูเหมือน SD อย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าทั้งสองฐานจะเป็นพี่น้องกัน แต่กลับทำหน้าที่ต่างกันและคนน้องอย่าง Scopus ดูจะอ้วนท้วนมากกว่าด้วย

3_Scopus

ScienceDirect นั้นเป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมผลงานที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Elsevier การค้นหาซึ่งจะขุดคุ้ยหาจากสิ่งพิมพ์ของ Elsevier เท่านั้น เวลาเจอบทความที่เป็น full text จึงสามารถโหลดมาได้อย่างง่ายดาย (ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่ที่ว่าเล่มนั้น ฉบับนั้น เราบอกรับหรือไม่นะครับ) ขณะที่ Scopus ต่างออกไป เจ้านี่จะทำหน้าที่เป็นเหมือนคนนำทาง สอดส่องมองหาให้เราว่า ผลงานวิจัยที่เราต้องการนั้นมีอะไรบ้าง ตีพิมพ์ที่ไหนบ้าง และเป็นของสำนักพิมพ์ไหนบ้าง ดังนั้น ผลลัพธ์จากการค้นหาโดย Scopus จึงอาจจะมีสิ่งพิมพ์ที่เป็นของสำนักพิมพ์อื่นๆ รวมอยู่ด้วยนอกเหนือจากของ Elsevier

สรุปได้ว่า Scopus จัดเป็น Abstract and Citation Database หรือฐานข้อมูลที่รวบรวมงานวิจัยในรูปแบบของบทคัดย่อ และทำหน้าทีชี้ทางให้เราไปสู่แหล่งเก็บข้อมูลนั้นๆ ให้ ส่วนไปถึงจุดหมายแล้ว จะดึง full text ออกมาได้ไหมนั้น ก็แล้วแต่ว่าห้องสมุดบอกรับวารสารฉบับนั้นหรือไม่ Scopus จัดเป็นฐานข้อมูลสากล ใครที่ต้องการตีพิมพ์บทความในวารสารระดับนานาชาติก็สามารถมาเช็คได้ในนี้ ถ้าวารสารฉบับไหนปรากฏใน Scopus ก็ตีตราได้ว่าเป็นวารสารระดับนานาชาติครับ

พอจะเข้าใจภาพรวมของ Scopus แล้วนะครับ ทีนี้ลองมาไขปัญหาที่ผมโปรยไว้ตอนต้นกันดีกว่า เมื่อทำการสืบค้นแล้ว (ตรงนี้ขอข้ามไปนะครับ เนื่องจากวิธีการค้นเหมือนกัน SD เลยครับ ง่ายมากๆ ) จะได้ผลลัพธ์ตามรูปที่ ๑

รูปที่ ๑

รูปที่ ๑

(รูปที่ ๑) จะได้รายการของผลงานวิจัยตามที่เราใส่คำค้นลงไป ด้านซ้ายมือจะเป็นคำสั่งกำหนดขอบเขตการค้นในกรณีที่ผลลัพธ์มีมากเกินจำเป็น ด้านขวามือจะเป็นรายการผลงานที่เรียงลำดับจากล่าสุดอยู่ด้านบนไล่เรียงลงมา แต่ละ Reference จะประกอบด้วยชื่อบทความ ชื่อผู้แต่ง ปีที่ตีพิมพ์ ชื่อวารสาร ด้านล่างจะมีแถบคำสั่งให้เลือกใช้งานอยู่ ๓ ชุด คือ

  • View at publisher (A)     อันนี้แหละครับที่สำคัญ ถ้าเป็น ScienceDirect จะเป็นไอคอนรูป PDF หมายถึงให้เราคลิกเข้าไปโหลด full text แต่สำหรับ Scopus จะเป็นไอคอนนี้แทน ตามที่อธิบายข้างต้นไงครับว่า Scopus จะวิ่งไปหาให้เราว่าบทความนี้อยู่ที่ไหน ก็คือจะ link ไปที่สำนักพิมพ์นั้นๆ ให้
  •  Show abstract (B)        คลิกเพื่ออ่านบทคัดย่อ ถ้าต้องการซ่อนก็คลิกซ้ำที่เดิม
  • Related documents (C)    คลิกเพื่อเชื่อมต่อไปยังบทความที่มีเนื้อหาใกล้เคียงหรือต่อเนื่องกัน

สมมติว่าเราสนใจบทความสักชิ้นหนึ่ง ก็ลองคลิกไปที่ View at publisher ระบบก็จะทำการเชื่อมโยงไปยังแหล่งจัดเก็บบทความชิ้นนั้นให้เรา ตัวอย่างตามรูปที่ ๒ ผมลองเลือกบทความหมายเลข ๔ ปรากฏว่า Scopus เชื่อผมไปยังหน้าเว็บ SpringerLink ที่เป็นผู้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยชิ้นนี้ จากนั้นผมก็จึงทำการโหลด paper นี้มาอ่านโดยใช้งานผ่าน SpringerLink ถ้าบังเอิญว่าห้องสมุดเราบอกรับวารสารชื่อนี้ เราก็จะโหลด full text มาอ่านได้ แต่ถ้าไม่ได้บอกรับ ก็ต้องหาวิธีอื่นกันล่ะครับ

รูปที่ ๒

รูปที่ ๒

ตรงนี้แหละครับคือจุดที่สร้างความสับสนให้ผู้ใช้หลายท่าน ขอให้ทำ ความเข้าใจนะครับว่า Scopus จะทำหน้าที่บอกเราว่าบทความชิ้นนั้นอยู่ที่ไหนและพาเราไป ส่วนจะใช้งานได้หรือไม่ก็แล้วแต่วาสนาของเราแล้วล่ะครับ แต่มีบางบทความที่จะไม่ปรากฏคำสั่ง View at publisher ก็คือว่าบทความนั้นแทบจะสิ้นหวังที่จะโหลดได้ครับ .. ที่ว่าแทบจะสิ้นหวัง ก็หมายความว่ายังพอมีหวังครับ ให้แวะมาปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่ห้องสมุดนะครับ บางทีอาจจะค้นหาได้จากแหล่งอื่นครับ แต่สำหรับชาวมหิดลแล้ว ถ้าไม่โชคร้ายจริงๆ นัก ก็จะโหลด paper มาอ่านได้ เพราะมหาวิทยาลัยของเราบอกรับวารสารมากมายเหลือเกินครับ

รูปที่ ๓

รูปที่ ๓

ที่เข้าใจผิดกันมากๆ คือคำสั่ง Download ที่อยู่ด้านบนของหน้าจอนั่นแหละครับ (รูปที่ ๓) หลายคนพยายามคลิกเข้าไปแล้วก็งงว่าทำไมไม่เห็นโหลดได้เลย คำสั่ง Download ด้านบนนั้นเขามีไว้สำหรับการสั่งโหลดบทความทีละหลายๆ เรื่องพร้อมกัน หากต้องการดึงทีละบทความต้องใช้คำสั่ง View at Publisher นะครับ อย่าสับสัน ส่วนคำสั่งการโหลดครั้งเดียวหลายๆ บทความนั้น เอาไว้ครั้งหน้าจะมาแนะนำให้ครับว่าต้องทำอย่างไร

หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจหน้าที่และการทำงานของเจ้า Scopus กันนะครับ อย่าเพิ่งไปต่อว่าต่อขานมันเลยครับว่าโหลดยากโหลดเย็น เพราะมันทำหน้าที่พาเราไปยังสถานที่เก็บเท่านั้น ไม่ได้โหลดให้เรา อยากให้มาลองใช้กันเยอะๆ ครับ เพราะ Scopus เป็นฐานข้อมูลที่ใหญ่มากๆ และยังเป็นฐานข้อมูลระดับสากลที่ทั่วโลกยอมรับ และยังมีลูกเล่นอีกเพียบ ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังกันครับ

——————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บรรณารักษ์ชวนรู้: “Journal Link” ลายแทงตามหาวารสาร

lib_knowledgeปัญหาหนึ่งที่เจอบ่อยพอๆ กับปัญหาการ download บทความจากวารสาร ก็คือ “ไม่รู้ว่าวารสารเล่มที่ต้องการนั้นอยู่ที่ไหน?” กรณีนี้จะเกิดกับวารสารฉบับพิมพ์หรือฉบับย้อนหลังที่เราไม่สามารถโหลดได้จาก E-Journals หรือ Databases แล้วถ้ามาหาที่ห้องสมุดแล้วก็ยังไม่เจอ ทีนี้ล่ะยุ่งเลย แล้วฉันจะไปหามันได้จากที่ไหนล่ะเนี่ย

หลายคนสุ่มหาจาก Google ครับ บางครั้งก็พอจะได้ข้อมูลแต่นั่นก็รู้สึกจะยุ่งยากกว่าที่เป็น เพราะเราต้องการหาแค่ว่ามันมีที่ห้องสมุดไหนในประเทศบ้างเท่านั้น บางทีค้นแล้วก็ไปเจอเอาที่ต่างประเทศซะงั้น วันนี้เลยอยากจะแนะนำเว็บไซต์ที่เอาไว้ค้นหาแหล่งวารสาร โดยเฉพาะวารสารฉบับย้อนหลัง หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดี แต่หลายคนยังไม่รู้จักหรือไม่เคยใช้ ลองมาทำความรู้จักกับเขาซะหน่อยนะครับ

Journal Link  เป็นฐานข้อมูลชี้แหล่งวารสารในประเทศไทย เกิดจากความร่วมมือกันของห้องสมุดสมาชิกกว่า ๒๒๖ แห่ง ที่นำเอาข้อมูลวารสารที่ห้องสมุดของตนบอกรับมารวบรวมไว้เพื่อความสะดวกในการค้นหา ห้องสมุดมหาวิทยาลัยในประเทศไทยทุกแห่งเข้าร่วมเป็นสมาชิกครับ ดังนั้นจึงอุ่นใจได้ว่าวารสารวิชาการเล่มดังๆ จึงน่าจะมีให้บริการในประเทศบ้าง ถ้าไม่โชคร้ายจนเกินไปนักนะครับ

รูปที่ ๑ : หน้าต่างแรกของ Journal Link

รูปที่ ๑ : หน้าต่างแรกของ Journal Link

เริ่มต้นเข้าไปที่ www.Journallink.or.th เลยครับ จากหน้าแรกนี้ก็กด Continue ต่อไปได้เลยก็จะพบกับหน้าสำหรับสืบค้น (รูปที่ ๒) จะพบว่ามีเมนูให้เราใช้งานหลายตัว แต่ที่เราจะใช้บ่อยที่สุดก็คือ ชื่อวารสาร เพราะเราจะค้นหาแหล่งที่อยู่ของวารสารมากกว่าจะค้นจากชื่อห้องสมุด ส่วนเมนูอื่นๆ ที่อาจทำให้สับสนก็คือ สั่งสำเนาสิ่งพิมพ์ แต่ก่อนนั้น JL มีบริการสั่งสำเนาสิ่งพิมพ์ได้ด้วยนะครับ โดยจะคิดค่าบริการจากบัตร PIN คล้ายๆ บัตรเติมเงินนั่นแหละครับ แต่เมื่อปีที่แล้ว JL ได้ยกเลิกบริการนี้ออกไป ดังนั้นหากต้องการสั่งสำเนาจากห้องสมุดไหนก็ต้องติดต่อขอใช้บริการยืม ระหว่างห้องสมุดจากห้องสมุดที่ท่านสังกัดอยู่นะครับ

รูปที่ ๒ : หน้าเมนูสืบค้น คลิกตามลูกศรเพื่อเลือกค้นจากชื่อวารสาร

รูปที่ ๒ : หน้าเมนูสืบค้น คลิกตามลูกศรเพื่อเลือกค้นจากชื่อวารสาร

รูปที่ ๓ : ใส่คำค้นและเลือกเงื่อนไขการสืบค้น

รูปที่ ๓ : ใส่คำค้นและเลือกเงื่อนไขการสืบค้น

พอเลือกที่ ชื่อวารสาร ก็จะพบหน้าต่างใหม่ (รูปที่ ๓) ให้เรากรอกชื่อวารสารที่ต้องการหาลงไป (A) ที่ด้านล่างเขาจะมีคำอธิบายว่าจะใช้คำอย่างไรในการค้นนะครับ คือบางครั้งเราอาจจะจำชื่อเต็มของวารสารไม่ได้ หรือถ้าเป็นวารสารที่เราไม่คุ้นเคยก็อาจจะพิมพ์ไม่ถูกต้อง เขาจึงมีเมนูให้เลือกใช้คำอยู่ ๓ ประเภท (B) คือ

  • บางส่วนของชื่อ (Path of Journal Title) คือใส่คำใดจากส่วนใดก็ได้จากชื่อวารสารลงไป เช่น ใส่คำว่า ‘Polymer’ ผลการสืบค้นก็จะปรากฏชื่อวารสาร Biopolymer, Advances in Polymer Science, Journal of Polymer Science คือถ้าชื่อวารสารมีคำว่า Polymer อยู่ ระบบก็จะดึงออกมาให้
  • ส่วนต้นของชื่อ (Begin Path of Journal Title) คือต้องใส่คำที่เป็นคำขึ้นต้นของชื่อวารสาร อันนี้ระวังหน่อยนะครับ สมมุติว่าใส่คำว่า journal ลงไป เราก็จะได้ผลลัพธ์มหาศาล เพราะวารสารที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า journal มีเป็นร้อยเป็นพัน ดังนั้นจึงควรใส่เพิ่มลงไปอีกซักคำหรือสองคำ จะได้เจาะจงลงไปว่าเป็นชื่อใด เช่น ‘Journal of Applied’ ระบบก็จะแสดงผลออกมาเช่น Journal of Applied Biochemistry, Journal of Applied Chemistry, Journal of Applied Geophysics ก็จะได้จำนวนน้อยว่าใส่เฉพาะคำว่า journal อย่างเดียว
  • ทั้งหมดของชื่อ (All of Journal Title) อันนี้ต้องใส่ชื่อเต็มๆ ของวารสาร ตกหล่นไปซักคำก็จะหาไม่พบ

ทีนี้ลองมาดูผลการสืบค้นกันนะครับ สมมุติผมค้นหาจากบางส่วนของชื่อ โดยใช้คำว่า Polymer ผลลัพธ์จะออกมาตามรูปที่ ๔ คือมีทั้งหมด ๕๒ รายการ ระบบจะเรียงรายชื่อวารสารมาให้ พร้อมกับหมายเลข ISSN เอาไว้ตรวจสอบอีกครั้งว่าตรงกับเล่มที่เราต้องการแน่ๆ (กรณีที่ถ้าเรามีเลข ISSN อยู่แล้ว ก็สามารถใช้เป็นคำค้นได้เลยเช่นกัน) คำที่เราใช้ค้นจะปรากฏสีแดง จากนั้นก็ไล่หาวารสารเล่มที่เราต้องการได้เลย

รูปที่ ๔ : รายการแสดงผลการสืบค้น ตัวสีแดงคือคำที่เราใช้ค้นหา

รูปที่ ๔ : รายการแสดงผลการสืบค้น ตัวสีแดงคือคำที่เราใช้ค้นหา

รูปที่ ๕ : รายละเอียดของวารสารเล่มที่เราต้องการว่าอยู่ที่ห้องสมุดไหนบ้าง

รูปที่ ๕ : รายละเอียดของวารสารเล่มที่เราต้องการว่าอยู่ที่ห้องสมุดไหนบ้าง

สมมุติว่าผมเลือกวารสารชื่อ Journal of Applied Polymer Science เมื่อคลิกลงไปก็จะได้ผลตามรูปที่ ๕ ระบบจะแจ้งข้อมูลของวารสารตัวนี้ว่าชื่ออะไร มีหมายเลข ISSN อะไร อยู่ที่เว็บไซต์ไหน ถ้าเราใช้เน็ตของมหิดลซึ่งบอกรับวารสารตัวนี้พอดี เราก็จะเข้าไปใช้งานหรือโหลด Full Text มาอ่านได้ทันที แต่ถ้าเกิดเราไปใช้เน็ตจากสถาบันอื่นที่ไม่ได้บอกรับ ก็จะเข้าไปโหลด paper ไม่ได้นะครับ ถัดลงมาที่ตารางด้านล่างก็จะเป็นรายชื่อห้องสมุดที่มีวารสารตัวนี้ให้บริการ พร้อมทั้งบอกเสร็จสรรพเลยว่าห้องสมุดแต่ละแห่งมีเล่มไหนให้บริการบ้าง อย่างเช่น Journal Applied Polymer Science ที่ผมลองเลือกดูนี้พบว่า ในประเทศไทยมีห้องสมุดที่บอกรับและให้บริการอยู่แค่ ๔ แห่งเท่านั้น คือที่ห้องสมุดคุณหญิงหลงฯ มอ. ห้องสมุดสตางค์ มหิดล ห้องสมุดศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ และที่ สวทช. จากนั้นเราก็ไล่ดูเลยครับว่าเล่มที่เราต้องการนั้นอยู่ที่ห้องสมุดไหน เพราะแต่ละแห่งก็จะมีให้บริการไม่เหมือนกัน  เช่น ปี ๑๙๘๗ ที่ มอ. มีไม่ครบ แต่ที่ห้องสมุดสตางค์มีครบ อย่างนี้เป็นต้น ก็จะช่วยให้เราเลือกได้ว่าจะไปขอใช้บริการได้จากที่ไหนบ้าง

ทีนี้บางครั้งค้นหาแล้วไม่พบวารสารชื่อที่ต้องการ ก็เป็นไปได้ว่าวารสารชื่อนั้นไม่มีห้องสมุดแห่งไหนในประเทศไทยบอกรับเป็นสมาชิกเลยนั่นเองครับ และถ้าพบว่าห้องสมุดแห่งไหนมีให้บริการก็ต้องสอบถามเขาให้ดีนะครับว่าให้บริการในรูปแบบใด ยิ่งถ้าเป็นวารสารฉบับที่ค่อนข้างใหม่ บางทีก็อาจจะเปลี่ยนมารับในแบบออนไลน์แล้วก็ได้

คิดว่าน่าจะช่วยแก้ปัญหาในการตามหาวารสารของทุกท่านได้บ้างนะครับ เพราะจากการให้บริการผู้ใช้มานาน ผมพบว่าผู้ใช้หลายคนไม่รู้จริงๆ ว่าจะไปหาได้จากที่ไหนว่าวารสารที่ต้องการไปอยู่ที่ห้องสมุดใด ก็ลองเข้าที่ Journal Link นี้ดูนะครับ ค่อนข้างจะสมบูรณ์ทีเดียวเพราะห้องสมุดเกือบทั่วประเทศต่างเป็นสมาชิกทั้งนั้น แต่ยังมีปัญหาบ้างตรงที่การ Update ข้อมูลของแต่ละห้องสมุดที่อาจจะช้าบ้างเร็วบ้าง ดังนั้นเมื่อทราบว่าวารสารอยู่ที่ไหนแล้วก็ลองตรวจสอบโดยตรงที่ห้องสมุดนั้นก่อน จะได้ไม่ไปเสียเที่ยว หรือถ้าติดขัดตรงไหนก็สอบถามมาที่ผมได้ที่ ๐ ๒๒๐๑ ๕๗๑๘ ครับ (ห้องสมุดสตางค์ คณะวิทย์ มหิดล)

——————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล