กว่าจะได้อ่าน “หนังสือ” : ตอนที่ ๒ จัดรูปเล่ม

ครั้งก่อนผมพาไปรู้จักที่มาของเนื้อหาแล้วนะครับว่ามาจากคนเขียนหนังสือจริงๆ และนักเขียนผี ไม่ว่าจะจากใครเอาเป็นว่าเราได้ “ต้นฉบับ” มาแล้ว ทีนี้ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

แต่ต้นฉบับนี้จะเอาไปใช้เลยทันทีไม่ได้นะครับ อาจจะต้องผ่านการเรียบเรียงและตรวจทานเสียก่อน ต้นฉบับที่ว่านี้สมมุติว่าเป็นมือใหม่หัดเขียน ก็จะต้องมีทีมงานซึ่งก็จะเป็นคนในกองบรรณาธิการนั่นแหละครับมาตรวจสอบ เรียบเรียงเนื้อหาเสียใหม่ให้อ่านง่าย ลื่นไหล อาจจะจัดลำดับเนื้อหาใหม่ จัดประโยคใหม่ คือทำให้อ่านแล้วไม่สะดุด และอาจทำการตรวจคำผิดไปด้วยในตัว การเรียบเรียงในอีกความหมายหนึ่งก็อาจหมายถึงงานเขียนที่เกิดจากการรวบรวมข้อมูลที่ได้มาจากการค้นคว้าหรือจากบทสัมภาษณ์ นำมาเรียงร้อยให้เป็นประโยคสวยงาม ไม่ใช่ก็อปมาต่อๆ กัน แบบนั้นงานจะออกมาแข็ง อ่านแล้วไม่ลื่น เนื้อหาสะดุด ยิ่งถ้าเป็นบทสัมภาษณ์แล้วจะยิ่งงง เพราะเวลาคุยกันบางทีเนื้อหาก็จะข้ามไปทางโน้นทีทางนี้ที เราจึงต้องจับมาร้อยเรียงให้ไปในทางเดียวกัน

เอาล่ะ ทีนี้เราก็ได้ต้นฉบับที่มีเนื้อหาครบถ้วนแล้ว งานต่อมาก็คือการออกแบบรูปเล่ม หรือจัดรูปเล่ม ก็คือการนำต้นฉบับ ภาพประกอบ หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเนื้อหามาจัดวางให้เป็นโครงร่างเพื่อพร้อมนำไปพิมพ์เป็นตัวเล่ม สมัยกระโน้นเขาใช้แม่พิมพ์ไม้บ้าง โลหะบ้าง ต่อมาก็เป็นกระดาษไข พัฒนาการมาเรื่อยจนถึงยุคคอมพิวเตอร์ มีโปรแกรมสำหรับจัดรูปเล่มออกมาให้ใช้กันสะดวกสบาย โปรแกรมที่ถือว่าทันสมัยมากในยุคก่อนก็คือ Pagemaker เป็นโปรแกรมเทพที่ทุกคนใช้ในการออกแบบหนังสือ จนกระทั่ง Adobe พัฒนาโปรแกรมใหม่ขึ้นมาคือ InDesign ซึ่งใช้งานได้เทพยิ่งกว่า เป็นการผสมผสานฟังก์ชั่นการทำงานของ Pagemaker Photoshop Illustrator เข้าไว้ด้วยกัน โดยคัดเฉพาะเพื่อการออกแบบรูปเล่มเท่านั้น ดังนั้น Pagemaker จึงถึงกาลอวสานลง

หลายท่านสงสัยว่าทำไมต้องเป็น InDesign เพราะทราบกันดีว่าโปรแกรมในตระกูล Adobe นั้นราคาไม่ใช่น้อยๆ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ของเขาเทพจริงๆ และโรงพิมพ์ส่วนใหญ่ก็ใช้กัน ถามว่ามีโปรแกรมอื่นไหม มีนะครับ MS Publisher ก็ใช้ได้ดีทีเดียว ใช้ง่ายด้วย จะว่าไปถ้าส่งงานเข้าโรงพิมพ์ จะส่งไฟล์อะไรก็ได้ครับ ตกลงกับทางโรงพิมพ์เขาให้ดี คุยกันให้รู้เรื่องก่อนว่าเราสามารถขนาดไหน เรามือใหม่นะ หรือเราไม่มีประสบการณ์จริงๆ (กรณีที่จะผลิตหนังสือเองหรือทำในนามหน่วยงาน) โรงพิมพ์เดี๋ยวนี้เขาใจดีครับ ให้ความช่วยเหลือและมีทางเลือกให้มากมายครับ เพราะมีการแข่งขันกันสูง ดังนั้นถ้าโรงพิมพ์ไหนอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้เยอะและใจดีสักหน่อย ก็จะได้ใจและได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ ครับ

มีตัวอย่างจากหน่วยงานข้างเคียงเขาต้องทำหนังสือออกมาหนึ่งชุด แกก็พิมพ์ word ดื้อๆ ส่งให้โรงพิมพ์ ซึ่งก็ดีใจหาย จัดการผลิตให้เสร็จสรรพ แต่ถ้าเป็นกรณีนี้ต้องหมายถึงว่าเราไม่เน้นความสวยงามแบบเลอเลิศนะครับ อาจจะเป็นข้อมูลที่เป็น text ล้วนๆ อันนี้โรงพิมพ์จะจัดให้ได้ หรือจะส่งไฟล์ PDF ก็ได้ เขาจัดให้ได้หมด และโรงพิมพ์บางแห่งมีบริการออกแบบรูปเล่มให้ด้วย ซึ่งก็มีร้านที่ทำธุรกิจประเภทนี้อยู่มากมาย เราสามารถเลือกใช้บริการได้ตามใจชอบ ตกลงราคาและรูปแบบกันเองเลยครับ บางร้านก็จะเสนอออปชั่นประสานกับโรงพิมพ์ให้เสร็จสรรพ คือถ้าไม่เป็นจริงๆ ก็แค่หอบต้นฉบับไปติดต่อร้านเหล่านี้ได้ เขาจะจัดการให้หมด แต่ราคาก็จะขยับขึ้นไปด้วย

ที่ผมใช้อยู่ประจำคือ InDesign ซึ่งผมขออนุญาตไม่เล่าถึงวิธีใช้งานนะครับ ท่านที่สนใจหาซื้อหนังสือคู่มือการใช้งานได้ทั่วไป หลักใหญ่ๆ ของการออกแบบรูปเล่มก็คือจะทำอย่างไรให้ต้นฉบับกลายเป็นโครงร่างรูปเล่มที่สวยงาม อ่านง่าย เป็นระเบียบ อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้เช่นกันครับว่าทำยังไง เพราะมันก็ขึ้นกับความชอบของแต่ละท่าน แต่ก็มีหลักง่ายๆ อยู่สองสามข้อครับ

เรื่องของฟอนต์ หรือรูปแบบตัวอักษร

หนังสือเล่มหนึ่งอย่าใช้ฟอนต์หลายแบบมากจนเกินไป ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นควรใช้ฟอนต์ใดฟอนต์หนึ่งไปเลยแบบเดียว อาจจะเปลี่ยนได้ในส่วนของชื่อเรื่องหรือชื่อที่ต้องการเน้น แต่อย่าใช้หลายฟอนต์ในหนึ่งเรื่อง ไม่งั้นคนอ่านจะมึนครับ บางครั้งเนื้อเรื่องใช้ฟอนต์ประเภทหนึ่ง ส่วนของภาคผนวกอาจใช้อีกประเภทหนึ่ง หน้าปกใช้อีกประเภทหนึ่ง ยังไงก็ได้ครับ แต่ในส่วนนั้นๆ ควรจะให้มันออกมาดูกลมกลืนกันจะดีกว่า ขนาดตัวอักษรก็สำคัญ ต้องให้อ่านง่าย ขนาดเล็กหรือใหญ่ยังมีผลต่อจำนวนหน้าด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการพิมพ์อีกเช่นกัน

เรื่องฟอนต์นี่ต้องระวังเรื่องลิขสิทธิ์เหมือนกันนะครับ ฟอนต์ภาษาไทยที่เราใช้กันนั้นส่วนมากก็เป็นฟอนต์รูปแบบเรียบๆ อ่านง่ายๆ ซึ่งเป็นฟอนต์ที่ฟรีอยู่แล้ว หรือจะใช้ฟอนต์แห่งชาติซึ่งถูกกฎหมายแล้วก็ฟรีด้วย เข้าไปโหลดได้ที่ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ SIPA ที่ www.sipa.or.th หรือจะใช้เว็บฟอนต์ไทยยอดนิยมอย่าง www.f0nt.com ก็ได้ ในนั้นมีฟอนต์ไทยให้เลือกโหลดเพียบครับ จะมีฟอนต์ไทยสวยๆ บางตัวที่เขาไม่ได้ให้ใช้ฟรี ใครเกิดไปซื้อแผ่นเถื่อนแล้วเอามาใช้จะพาลโดนฟ้องเอาได้นะครับ

ข้อควรระวังสำหรับการเลือกใช้ฟอนต์ก็คือความเหมาะสมทั้งรูปแบบของฟอนต์และเนื้อหา มันต้องไม่ขัดกันนะครับ ถ้าเนื้อหาหนังสือเป็นแนววิชาการ จะมาใช้ฟอนต์คิกขุมันก็ไม่ไหว และต้องไม่ลืมว่าแต่ละฟอนต์จะมีความพิเศษในตัว อย่างเช่นขนาด ระยะห่างระหว่างคำ ช่องไฟของแต่ละตัวอักษร จึงต้องเลือกให้ดีว่าจะใช้แบบไหนกันแน่

ภาพประกอบ

ภาพที่ใช้ไม่ว่าจะโหลดมาหรือถ่ายเอง พอแปลงเป็นไฟล์แล้วควรจะมีขนาดใหญ่พอสมควรและต้องมีความละเอียดในระดับที่พอเหมาะพอควร ถ้าใช้วิธีสแกนก็ควรตั้งค่าไว้สัก 300 dpi คือเอาให้ละเอียดไว้ก่อนล่ะ ต่ำกว่านี้ก็ยังได้นะครับ ถ้าภาพไม่ใหญ่นัก คือภาพที่ละเอียดสูงๆ มันก็ดีตรงตามตำรา แต่มันกินเนื้อที่ครับ ถ้ารูปประกอบเล็กๆ ก็เอาแค่ดูไม่แตกก็พอครับ

Mode ภาพทั้งหมดก็ควรเป็น CMYK


รวมถึงโหมดของชิ้นงานด้วย ถ้าใช้ RGB เวลาดูที่หน้าจอกับงานจริงออกมาอาจจะเพี้ยนได้ครับ ถึงอย่างงั้นต่อให้เป็น CMYK ถ้าดูจากจอก็อาจจะมีเพี้ยนได้เล็กน้อย แต่ที่ให้เลือกใช้แบบ CMYK เพราะเหมาะกับงานพิมพ์มากกว่า แต่ถ้าไม่ซีเรียสนักก็ใช้ RGB ได้ครับ โรงพิมพ์เขาก็ทำได้ อาจจะมาเคีลยร์กันอีกทีตอนตรวจบรู๊ฟก็ได้ว่าขอปรับสีตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งถ้าเราเลือกไว้เอาแต่ต้นมันก็จะได้ไม่ยุ่งยากไงล่ะครับ

เนื้อหาได้แล้ว เลือกฟอนต์ได้แล้ว ภาพประกอบก็ครบถ้วน ทีนี้ก็จัดวางตามใจชอบเลยครับ ที่ว่าตามใจชอบก็เพราะแต่ละท่านมีสไตล์การออกแบบไม่เหมือนกันนี่ครับ ถ้าเป็นงานของหน่วยงานก็ประชุมตกลงกันให้ดีๆ เลยครับว่าอยากได้แบบไหน ถ้านึกอะไรไม่ออกก็หยิบหนังสือชาวบ้านเขามาดูก็ได้ครับ ไม่ผิดหรอก เอามาเป็นไอเดีย

หลังจากทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่แค่เซฟไฟล์ส่งนะครับ ใน InDesign จะมีคำสั่ง package เพื่อรวมไฟล์และองค์ประกอบทั้งหมดของชิ้นงานไว้ให้ใน folder เดียว ไม่ต้องกังวลว่าส่งงานไปแล้วภาพประกอบหายหรือไม่มีฟอนต์ สำหรับมือใหม่หัดใช้อย่าลืมเด็ดขาดครับ (ในหนังสือที่วางขายทั่วไปจะมีคำอธิบายไว้ อย่าเปิดข้ามเชียว)

ทั้งหมดที่ว่ามานั้นเป็นข้อหลักๆ ที่พึงระวัง ผลต่อเนื่องจากงานส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับการพิมพ์ (ซึ่งจะว่ากันในตอนหน้า) การจัดรูปเล่มนั้นไม่มีอะไรตายตัวครับ คงเคยเห็นหนังสือบางเล่มหรือแมกกาซีนบางชื่อที่ออกแบบซะหวือหวา ดูน่าสนใจ แต่อาจจะอ่านลำบากสักหน่อย แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ถ้าเป็นแมกกาซีนวัยรุ่นก็ไม่มีปัญหา เน้นความโฉบเฉี่ยวไว้ก่อน แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นรายงานประจำปีของหน่วยงาน แล้วจะมาจัดหน้าแสบสันต์มันก็เสี่ยงหน่อยนะครับ

——————————————————————————————————————————

ผมเป็นคนที่อยู่กับหนังสือมาอย่างน้อยก็เกินครึ่งชีวิตล่ะ ทุกวันนี้ก็กินนอนอยู่กับมัน ถึงจะไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตหนังสือโดยตรง แต่ก็พอจะมีประสบการณ์มาบ้าง ในฐานะอาชีพบรรณารักษ์ที่คงแยกจากหนังสือลำบาก จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ทั้งที่ทำมาเองและจากการค้นคว้า ให้ท่านที่สนใจได้ศึกษา หวังว่าความรู้เล็กน้อยที่ผมพอจะมีติดตัวบ้างนี้อาจจะเป็นประโยชน์บ้างสักนิดหน่อยก็ยังดี

อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล