ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

วันนี้ (เสาร์ที่ 15 พ.ย. 51) นั่งเฝ้าจอทีวี ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงเที่ยงวัน ดูถ่ายทอดสด พระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ … ในช่วงเช้าเป็นพระราชพิธี “เชิญพระโกศออกพระเมรุ” … มานั่งเขียน Blog ก่อน ตอนค่ำจะกลับไปติดตามข่าวต่อ จนถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ (เผาจริง) ในเวลา 22.00 น.

galyaniหลายคนคงชมการถ่ายทอดสดเช่นกัน บางคนอาจเดินทางไปที่บริเวณท้องสนามหลวงเพื่อร่วมในเหตุการณ์ แต่หลายคนก็อาจติดภาระกิจ ไม่มีโอกาสได้ชม … เนื่องจากวันนี้นั่งเฝ้าจอทีวีอย่างใกล้ชิด จึงรู้สึกทึ่งกับโบราณราชประเพณีที่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของกรุงรัตนโกสินทร์ และได้เกร็ดความรู้หลายอย่างมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

– ไปเที่ยวพระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามาหลายครั้ง เพิ่งรู้ว่า พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ สร้างเลียนแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า
“พระโกศทองใหญ่” (งดงามอลังการมาก เป็นทองคำแท้ๆ !) สร้างขึ้นเพื่อใช้ทรงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และพระศพของพระบรมวงศ์ชั้นสูง องค์นี้เป็นองค์ที่ 3 … องค์แรกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเตรียมไว้สำหรับทรงพระบรมศพของพระองค์เอง และทรงโปรดมาก ถึงกับนำมาวางไว้ในห้องพระบรรทมเลยทีเดียว (เล่นเอาพระสนมเอกกลัวถึงกับร้องไห้) แต่อย่างไรก็ตาม พระโกศนี้ ได้ใช้บรรจุพระศพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพเป็นพระองค์แรก และใช้สำหรับพระองค์เอง เป็นองค์ที่สอง

– กระบวนการของโบราณราชประเพณีทำอย่างพิถีพิถัน แต่ละขั้นตอนใช้เวลานานมาก นับตั้งแต่การเปลื้องพระลองทองใหญ่ออก ก่อนเคลื่อนย้ายพระโกศลงมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท นำมาวางไว้บน “พระยานมาศสามลำคาน” ประกอบพระลองใหญ่กลับเข้าไป จากนั้นใช้เจ้าพนักงานหามคานทั้ง 3 ลำ จำนวน 60 นาย อัญเชิญพระโกศออกจากประตูพระบรมมหาราชวัง ตรงไปยังหน้าวัดเชตุพน โดยมีพระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร ประทับบน “พระเสลี่ยงกลีบบัว” อ่านพระอภิธรรมนำพระโกศพระศพ หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า “พระนำศพ”

– นำพระโกศลงจาก “พระยานมาศสามลำคาน” อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกของ “พระมหาพิชัยราชรถ” ซึ่งสูงใหญ่ปานเขาพระสุเมรุ (หรือเขาไกรลาส อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล) โดยใช้ “เกรินบันไดนาค” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบันไดเลื่อน ชักรอกด้วยเลื่อนและกว้านหมุน ทำนองเดียวกับลิฟต์หรือกว้านสมอเรือ นำพระโกศขึ้นไป

– ริ้วขบวนพระราชอิสริยศ ค่อยๆ เดินเท้าเคลื่อนตัวจากพระบรมมหาราชวัง ฉุดชัก “พระมหาพิชัยราชรถ” ไปยังทุ่งพระสุเมรุ ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นท้องสนามหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 4 (คำว่า ฉุดชัก แปลว่า กลุ่มหนึ่งช่วยกันชักรถไปข้างหน้า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคอยฉุดอยู่ข้างหลังเผื่อจะเบรค เพราะรถไม่มีพวงมาลัย) นายทหารคนขับรถยนต์พระที่นั่งประจำพระองค์ ขึ้นนั่งเป็นสารถีถือแพนหางนกยูง ถวายงานเป็นครั้งสุดท้าย (น่าเศร้าจัง) … มี “พระราชรถน้อย” หรือรถพระนำ อ่านพระอภิธรรมอยู่หน้าขบวน วงดุริยางค์บรรเลงเพลงพญาโศกประกอบการเดิน กว่าจะถึงสนามหลวงใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีเมฆฝน แต่แดดค่อนข้างร้อน ทั้งหนัก ทั้งร้อน คงต้องอดทนกันมากเหมือนกัน… (แต่ก็คงไม่หนักเท่าพระราชกรณียกิจที่ทรงแบกมาตลอดพระชนม์ชีพอย่างคนปิดทองหลังพระ และพวกเราไม่ค่อยจะรับรู้กันมาก่อน จนกระทั่งสิ้นพระชนม์)
galyani2

– พอถึงบริเวณหน้าพระเมรุ ซึ่งจำลองแบบของเขาพระสุเมรุด้วยเช่นกัน … อัญเชิญพระโกศลงจาก “พระมหาพิชัยราชรถ” มายัง “พระยานมาศสามลำคาน” อีกครั้งหนึ่ง เพื่อแบกหามเวียนรอบพระเมรุ 3 รอบ หรือที่เรียกว่า “อุตราวัฎ” ก่อนอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานบนพระเมรุ จากนั้นเปลี่ยนพระโกศเป็น “พระโกศไม้จันทน์” (ซึ่งสร้างจากไม้จันทร์หอมยืนตาย จำนวน 3 ต้น ที่คณะพราหมณ์ของสำนักพระราชวัง ทำพิธีบวงสรวงเทพยดา ขออนุญาตนำออกมาจากอุทยานแห่งชาติ กุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) เตรียมพร้อมก่อนถึงพระราชพิธีเผาจริง ในค่ำคืนวันนี้

[ .. จบภาคหนึ่ง … ]

This entry was posted in Arts and Cultures and tagged . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s