บรรณารักษ์ชวนคุย : สาวน้อยนักอนุรักษ์ “สุภัชญา เตชะชูเชิด”

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับสาวน้อยหัวใจอนุรักษ์ “น้องแอน” สุภัชญา เตชะชูเชิด หนึ่งในเยาวชนไทยที่มีโอกาสได้เข้าร่วมการประชุมเยาวชนโลก ครั้งที่ ๖ (6th World Youth Congress) ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล น้องแอนเคยได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ สาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำปี ๒๕๕๐ เธอเป็นนักกิจกรรมตัวยง แต่เราก็พบเจอเธอบ่อยๆ ที่ห้องสมุดสตางค์ เธอยังเคยจัดนิทรรศการแสดงภาพถ่ายชุด “ด้วยรักษ์” ที่ห้องสมุดมาแล้วด้วย  มาเจอหน้ากันวันนี้ เราจึงถือโอกาสชวนเธอคุยเป็นประเดิมสำหรับคอลัมน์นี้เสียเลย

สวัสดีครับ ตอนนี้ทำอะไรอยู่
สวัสดีค่ะ ตอนนี้ก็เริ่มเรียน ป.โท-เอก ปีหนึ่ง สาขาชีววิทยาค่ะ กำลังมองหาโปรเจคต์ที่ถูกใจอยู่ จริงๆ ก็มีที่สนใจอยู่หลายอย่างนะ กำลังเล็งๆ เรื่องนกกับเรื่อง Land Use การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ เช่น เราปลูกปาล์มมากขึ้น เราปลูกยางพารามากขึ้น เราเปลี่ยนพื้นที่มาทำเหมืองแร่ มันมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมยังไง คือไอ้ที่เรากระหน่ำทำกันเยอะๆ เนี่ย มันมีผลกับสิ่งแวดล้อมนะ เช่นมันอาจส่งผลดีกับนกบางชนิด แต่มันก็อาจจะส่งผลเสียกับนกอีกบางชนิด

เห็นมาที่ห้องสมุดบ่อย มาทำอะไร
ก็หาหนังสืออ่านบ้าง มาใช้คอมพิวเตอร์ที่นี่บ้าง ที่จบได้ส่วนนึงก็เพราะห้องสมุดนะ อย่างตำราบางเล่มนี่ซื้อเองคงไม่ไหวแน่ ก็ได้ใช้จากห้องสมุดนี่แหละ

ห้องสมุดสตางค์เป็นยังไงบ้าง
ก็ดีนะคะ นี่คือแหล่งความรู้เลยล่ะ แต่หนูคิดว่าห้องสมุดเราสามารถให้ข้อมูลที่หลากหลายได้มากกว่าแค่ใช้สำหรับเรียน หนูว่านี่คือพื้นที่เปิดที่สร้างโอกาสให้เด็กมาได้เห็นได้รู้มากขึ้น มีกี่ที่ที่คนจะมารวมกันอย่างนี้ล่ะ โรงอาหาร ตึกกลม แล้วก็ห้องสมุดนี่แหละ ซึ่งหนูว่าเราสามารถได้ข้อมูลที่หลากหลายได้จากที่นี่ อาจจะมีจัดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องวิทยาศาสตร์ก็ได้ อย่างเราจะเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว แล้วมันได้อะไรล่ะ มันเป็นยังไง ซึ่งห้องสมุดให้ข้อมูลได้ จัดเวทีพูดคุยก็น่าสนใจนะ

เป็นตัวแทนเยาวชนประเทศไทยไปที่บราซิล ไปทำอะไร
คือมันจะมีสองงาน World Youth Congress ซึ่งจัดทุกๆ สองปี ปีนี่จัดที่นครริโอ ๑๐ วัน มีเยาวชนจากทั่วโลก ๓๕๐ คน บางประเทศหนูยังไม่เคยรู้จักเลย สงสัยว่าเอ…มันอยู่ส่วนไหนของโลกนะ (หัวเราะ) มาแลกเปลี่ยนความคิดกันในหัวข้อต่างๆ แล้วก็งานประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน  (United Nations Conference on Environment and Development-UNCED) หรือ Earth Summit  ซึ่งจัดถัดจากงานแรกหนึ่งสัปดาห์

ได้ร่วมกิจกรรมอะไรบ้าง มันจะมีหลายงานก่อน Earth Summit ภาคเยาวชนเราก็จะมีกิจกรรมโน่นนี่มากมายเพื่อจะหาข้อสรุปออกมา แล้วไปเสนอในเวที Earth Summit ว่านี่คือสิ่งที่พวกเราเยาวชนคุยกันมาแล้วนะ เราได้สิ่งนี้มาวอนขอผู้ใหญ่ว่าเราคิดอย่างไร เราอยากเห็นอะไร เป็นมุมมองที่เกิดจากเยาวชนทั่วโลก

เขาจะแบ่งกันตามภูมิภาค อย่างประเทศเราก็อยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับโอเชียเนีย มันจะมีอยู่ ๒๐ หัวข้อให้ถกกันว่าเอาล่ะ ประเทศคุณมีปัญหาอะไร ก็เลือกประเด็นสำคัญๆ อย่างเรื่องวัฒนธรรมที่เรารับตะวันตกมาเยอะเกินไปไหม ปัญหาน้ำท่วม เรื่อง Ocean Acidification ทะเลเป็นกรด อะไรทำนองนี้ แล้วก็ดึงปัญหาหลักๆ ที่เหมือนกันมาเป็นปัญหาในระดับภูมิภาค ระดับโลก ซึ่งเราได้ปัญหาเรื่องพลังงานเป็นหัวข้อหลัก

จากนั้นก็มี Action Project โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยให้เลือกว่าอยากจะไปแจมกลุ่มไหน เช่น ปลูกต้นไม้ ส่งเสริมการเรียน ส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน ถ่ายภาพ กราฟิตี้ ทั้งหมดเขาจัดกันในชุมชนแออัดที่เขาว่ากันว่ามันเป็นสลัมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นั่นเขาเรียกว่า ฟาเวลา (Favela) เป็นชุมชนที่อยู่กันแบบแออัดมาก อยู่บนเนินเขา ด้านบนมันยังเป็นที่ว่าซึ่งชาวบ้านเขามีโครงการจะปลูกป่า

แต่พอถึงเวลาจริงๆ มันกลับไม่เป็นไปตามแผนแล้วก็ปัญหาจากสภาพอากาศด้วย กลายเป็นว่ามาร้องรำทำเพลง กิจกรรมฮาเฮกันไป มีพ่นสีทำกราฟิตี้ ซึ่งเรามองว่ามันกลายเป็นการเพิ่มสารพิษและก๊าซเรือนกระจกให้มากขึ้นไปซะงั้น

แล้วตัวน้องแอนได้อะไรจากการประชุมบ้าง
หลักๆ คือการแลกเปลี่ยนแนวคิดและวัฒนธรรม มันทำให้มองเห็นความต่างของเยาวชนไทยกับประเทศอื่นๆ ซึ่งต่างกันมาก เราเป็นเยาวชน Passive ส่วนประเทศอื่นเป็นเยาวชน Active เวลามีอะไร เยาวชนบ้านเราก็ทำนะ เอาด้วยหมด แต่เรามักจะไม่เป็นคนต้นคิด หรือลุกขึ้นมาเรียกร้องอะไร อย่างเรื่อง Subsidy Fossil Fuel เนี่ย เมืองนอกทำแคมเปญกับเยาวชนเลยนะ เขาก็บอกแอนว่าแอนน่าจะเอามาทำที่บ้านเรา แต่แอนก็คิดว่า เอ…แล้วจะเริ่มยังไงล่ะเนี่ย เยาวชนบ้านเราแทบไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย เรายังเล่นอะไรกันอยู่ไม่รู้ เรายังคิดว่านี่มันเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยว ก็ไม่ใช่ว่าเยาวชนไทยนี่ไร้สาระไปหมด เยาวชนไทยเก่งๆ และมีจิตสำนึกก็มีมาก แต่แอนคิดว่ามันยังไม่เท่ากับต่างประเทศ อาจเป็นเพราะเขาเปิดโอกาสให้เยาวชนของเขามากกว่าก็ได้นะ และแอนว่าด้วยสภาพสังคมที่ต่างกัน ทำให้เขามีโอกาสได้คิดและได้แสดงออกมากกว่า

แต่ก็สามารถนำมาใช้ในเชิงวิชาการก็ได้นี่ เอามาเป็นหัวข้อวิจัย…
ที่คนเขาว่ากันว่า งานวิจัยขึ้นหิ้ง ซึ่งแอนไม่อยากให้เป็นแบบนั้น คนทำวิจัยมันไม่ใช่แค่ตีพิมพ์แล้วจบ เราเอามันไปต่อยอดทำอะไรได้อีก เช่นสมมุติแอนจะทำเรื่องนก ผลการวิจัยบอกว่าการใช้พื้นที่ทำโน่นทำนี่มันส่งผลให้ประชากรนกลดลงนะ ก็ต้องไปคุยกับคนในพื้นที่ นำข้อมูลลงไปให้ถึงประชาชน ทำให้ข้อมูลมันเข้าใจง่าย

บ้านเราก็มีทำกันอยู่นะ
ก็จริงอยู่ บ้างก็ทำด้วยจิตสำนึกจริงๆ แต่บางทีกิจกรรมที่มันขาด Information มันก็แค่นั้น บางทีทำเป็น CSR แล้วไงต่อ อยากให้ทำแบบจริงจัง จะเป็นใครก็ได้ หน่วยงานไหนก็ได้ บางทีมันกลายเป็นการทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ เสร็จแล้วจบ ไม่สานต่อ มันก็ไม่ครบวงจรสิ ไม่ใช่แค่ฉันเอาต้นไม้มาปลูกแล้วนะ แล้วไงต่อ

มีเรื่องเล่าว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษ เด็กที่นั่นเขารวมตัวกันแบนสินค้ายี่ห้อหนึ่งที่มหา’ลัยเอาเข้ามาขาย เป็นเรื่องของการใช้พลาสติกที่บริษัทนั้นเขาบอกว่าผลิตภัณฑ์ของเขารีไซเคิลได้นะ แต่ตัวเขาเองกลับไม่ใช้ของรีไซเคิล เด็กที่นั่นก็คิดว่าแบบนี้มันไม่เข้าท่า ก็เลยพากันแบนซะเลย

กลับมาแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
มันเปิดประตู เปิดโอกาสให้หนูเลยนะ ในฐานะที่เป็นเยาวชนคนนึงที่ได้เข้าร่วมประชุม หลายคนก็หันมาสนใจเราว่านี่เธอกลับมาแล้ว อยากทำอะไรเหรอ ได้อะไรมามั่ง มันก็กลายเป็นว่ามีคนฟังหนูมากขึ้น หนูได้เจอผู้ใหญ่หลายท่านให้การสนับสนุน ได้พบกับนายกสมาคมศิษย์เก่าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (คุณพิสิฐ กุศลาไสยานนท์) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนค่าเดินทางในการไปครั้งนี้ ก็จะช่วยจัด Sci Café เด็กวิทย์คิดรักษ์โลก ได้คุยกับ สกว. เขาก็เรียกประชุมหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่าจะทำโน่นทำนี่ ซึ่งหนูก็ไม่รู้หรอกว่าผู้ใหญ่เขาจะว่ายังไงกัน แต่อย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีส่วนร่วม

หนูคิดว่ามันไม่ใช่แค่เชิงนโยบายอย่างเดียว แต่มันคือการศึกษา ที่ประเทศนี้ทำ ๆ ๆ ๆ กันน่ะ คุณได้ให้ความรู้ประชาชนรึยังว่าสิ่งที่คุณทำอยู่น่ะมันคืออะไร ประชาชนรู้เรื่องไหมเนี่ย

มุมมองของน้องแอนกับคณะของเราหรือกับมหาวิทยาลัยของเรา
หนูว่าเราเรียนกันเยอะเกินไปนะ (หัวเราะ) เราเป็นอันดับหนึ่งของประเทศเลยนะ เรื่องวิชาการเราเจ๋งมาก เราเลยใส่ใจกับเรื่องเรียนกันมาก สังคมในคณะเราหรือในมหา’ลัย มันผลักดันให้เราต้องเรียนตลอด อาจทำให้เรามองข้ามอะไรไป อย่างตอนอยู่ศาลายาแทบจะไม่ได้ดูทีวีเลย ไม่รู้เลยว่าโลกเขาทำอะไรกัน เขามีอะไรเกิดขึ้น เราเรียน ๆ ๆ  เรารู้ว่าเดี๋ยวจะมีสอบ เรารู้ว่าเพื่อนกำลังคร่ำเคร่งอ่านหนังสือ แล้วไง ฉันก็ต้องอ่านบ้างสิ เราก็พลาดอะไรอีกหลายๆ อย่างในชีวิตไป

แต่มันก็เป็นสิ่งดีไม่ใช่หรือ
แต่มันไม่สมดุลไง การเรียนทำให้เรามีงานทำ แต่กิจกรรมทำให้เราทำงานเป็น อย่าง UN เขาตั้งสมดุลไว้สามขาคือ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ มันไม่ใช่ว่าจะทำสิ่งใดให้เด่นสุด มันต้องทำให้มันสมดุลและตั้งอยู่ได้ ใครๆ ก็รู้ว่าการเรียนเป็นสิ่งที่ดี แต่เราเรียนกันมากเกินไปรึเปล่า

สุดท้าย มีไอเดียอะไรที่จะทำบ้างตอนนี้
อยากจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในคณะเรา อยากทำโปรเจคต์เรื่องขวดน้ำ ให้เอาขวดน้ำมาใช้เอง ทุกวันนี้ขวดน้ำเยอะมากเลย เช้ามาหนึ่งขวด เที่ยงกินข้าวเอาอีกหนึ่งขวด เย็นอีกขวด ซื้อกลับบ้านอีกหนึ่งขวด วันๆ นึงมีขยะที่เกิดจากเราเยอะมาก หนูว่ามันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ถ้าเรามีขวดน้ำประจำตัวกันมาเติมน้ำเอาที่คณะแทนการซื้อทุกวัน คณะอาจจะมีจุดบริการให้ อย่างที่ห้องสมุดไง ใครๆ ก็มาดื่มน้ำที่ห้องสมุด

ติดตามอ่านข้อคิดและไอเดียจากสมองใสๆ ของสาวน้อยคนนี้ได้ที่
http://wycthailand.blogspot.com/

Link เพิ่มเติม
6th World Youth Congress
Earth Summit 2012

This entry was posted in บรรณารักษ์ชวนคุย, ห้องสมุด and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s