บรรณารักษ์ชวนอ่าน : จดหมายจากเกียวโต

ฮิมิโตะ ณ เกียวโต. (๒๕๔๕). จดหมายจากเกียวโต. กรุงเทพ : แพรวสำนักพิมพ์.
เลขหมู่ : DS821 ฮ456จ 2545

ความสนุกของการได้ท่องเที่ยวต่างแดน นอกจากจะได้ไปเห็นอะไรใหม่ๆ แปลกตา ที่เราไม่เคยเห็นที่บ้านเรา ได้ไปถ่ายรูปสวยๆ มาอวดกัน การได้สัมผัสกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่าง นั่นคืออีกหนึ่งเสน่ห์ของการได้ท่องเที่ยว

ที่ห้องสมุดสตางค์ เรามีหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในต่างแดนหรือแนวท่องเที่ยวอยู่พอสมควร (พอให้ผู้อ่านได้ผ่อนคลายจากการตรากตรำทำวิจัย) หนังสือประเภทนี้ส่วนใหญ่จะออกแนว How to คือบรรยายเสร็จสรรพถึงการใช้ชีวิตต่างเมือง ซึ่งเป็นคัมภีร์สำหรับพึ่งตนเองของบรรดานักท่องเที่ยวขาจร ข้อมูลส่วนมากก็จะเป็นขั้นตอนการใช้ชีวิต ต้องทำอะไร ยังไง กินอยู่ยังไง เดินทางยังไง อะไรเทือกนั้น แต่สำหรับใครที่อยากจะเรียนรู้วิถีชีวิตของประเทศนั้นๆ แบบจริงจัง ไม่ใช่เพียงฉาบฉวยเหมือนชะโงกทัวร์ บรรณารักษ์แนะนำว่าควรใช้เวลาเลือกหนังสือให้มากขึ้นอีกหน่อย ไม่เช่นนั้นท่านจะได้หนังสือไกด์นำเที่ยวที่หาอ่านได้ในเน็ตมาแทน

สัปดาห์นี้บรรณารักษ์จึงขอแนะนำ “จดหมายจากเกียวโต” หนังสือที่จะเรียกว่าเป็นแนวท่องเที่ยวก็คงไม่ได้ เป็นบันทึกการใช้ชีวิตของผู้เขียนที่เดินทางไปร่ำเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นอยู่นานกว่า ๗ ปี ซึ่งระยะเวลานี้เชื่อว่าน่าจะนานพอที่จะซึมซับวัฒนธรรมของชาวแดนอาทิตย์อุทัยได้อย่างลึกซึ้งพอควร ผสานกับมุมมองเชิงสังคมของผู้เขียนเอง ที่บรรณารักษ์มองว่ามันไม่ใช่เพียงแค่เล่าให้เราฟังว่าที่ญี่ปุ่นเขามีอะไร แต่ผู้เขียนยังได้สอดแทรกทัศนเชิงวิพากษ์และเปรียบเทียบกับประเทศไทยของเราได้อย่างน่าสนใจ

สมัยก่อนโน้นคนไทยค่อนข้างจะเห่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอามากๆ ทีเดียว จากประสบการณ์ของบรรณารักษ์เองที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาเช่นเดียวกัน ยังจำได้ว่าคนไทยโดยเฉพาะวัยรุ่นนิยมแฟชั่นหรือค่านิยมแบบญี่ปุ่นเอามากๆ แต่มาในยุคนี้กลับเปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรมญี่ปุ่นถูกกระแส K-Pop ถาโถมจนพ่ายแพ้ วัฒนธรรมเกาหลีกลายเป็นแฟชั่นที่คนไทยกำลังคลั่งไคล้ อันเป็นผลมาจากนโยบายแปรวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าส่งออก เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เกาหลี ดนตรี หนัง แฟชั่น ดารานักร้อง ก็ต้องเกาหลี ทัวร์เกาหลีผุดขึ้นมากมาย ซึ่งอะไรๆ ที่เกี่ยวกับเกาหลีที่เห็นอยู่ในตอนนี้มันก็เป็นเช่นเดียวกับสมัยก่อนที่คนไทยคลั่งไคล้ญี่ปุ่นนนั่นแหละ

ญี่ปุ่นในยุคก่อนนั้นรับวัฒนธรรมจากตะวันตกมาอีกทอดหนึ่ง คนไทยก็กลายเป็นส่วนปลายของห่วงโซ่การส่งต่อทางวัฒนธรรม แต่ข้อเด่นของชาวญี่ปุ่นคือแม้ว่าพวกเขาจะรับเอาวัฒนธรรมอื่นมากมากเท่าไหร่ แต่รากเหง้าของพวกเขาก็ไม่มีวันจางหาย จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นผู้หญิงญี่ปุ่นสวมชุดกิโมโนเดินไปไหนมาไหนในเมือง เรายังเห็นพิธีชงชา พิธีจัดดอกไม้ เห็นการตำโมจิในเทศกาลสำคัญ การให้ความเคารพผู้อาวุโส ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ฝังแน่นลงในชีวิตของพวกเขาอย่างที่แยกกันไม่ออก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธวิถีชีวิตในแบบสมัยใหม่

หนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ในแง่มุมต่างๆ ที่แสนธรรมดาของชาวญี่ปุ่น เพราะความธรรมดานี่แหละที่ทำให้เรามองเห็นแก่นแท้ของชาวญี่ปุ่น อย่างเรื่องของแฟชั่น ร้านตัดผม ราเมน ร้านกาแฟ งานปีใหม่ การแต่งงาน ข้าวกล่อง การย้ายบ้าน หรือแม้กระทั่งเรื่องส้วม ซึ่งบรรณารักษ์เชื่อว่าเรื่องบางเรื่องก็หาอ่านไม่ได้จากหนังสือนำเที่ยวทั้งหลายที่ขายอยู่กลาดเกลื่อน แต่ผู้เขียนได้เล่าด้วยสไตล์ที่เรียบง่าย ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งกับผู้อ่าน มันจึงเหมือนเป็นจดหมายตามชื่อของหนังสือนั่นเลยทีเดียว

แค่เรื่องแรกก็ชวนติดตามเสียแล้วนั่นคือเรื่องของแฟชั่น ผู้เขียนเล่าถึงแฟชั่นที่นั่นว่าเป็นอย่างไร แล้วยังให้ทัศนที่น่าสนใจเปรียบเทียบด้วย เช่น “…สิ่งที่ประทับใจฉันมากที่สุดคือ ผู้หญิงญี่ปุ่นดูเหมือนจะเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะสวย ไม่ว่าจะตายาว คิ้วห่าง ขาโก่ง หนังสือแฟชั่น โฆษณาเสื้อผ้าและเครื่องสำอางของที่นี่ ทำให้ผู้หญิงทุกคนเชื่อว่าความสวยมีหลายแบบและทุกคนมีสิทธิ์ที่จะสวยในแบบของตัวเอง …”

เรื่องอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งบางทีอาจเป็นเรื่องที่เราคิดไม่ถึง อย่างเช่นราคาของสินค้าแม้จะเป็นของเล็กๆ น้อยๆ อย่าง กระเทียม ถ้าเป็นของนำเข้าจะมีราคาต่ำกว่าของในประเทศ ซึ่งคนละเรื่องกับบ้านเราที่ถ้าเป็นของนำเข้าแล้ว การันตีได้เลยว่าราคาจะสูงกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนญี่ปุ่นเขาเชื่อมั่นกับระบบการผลิตของเขาว่ามีคุณภาพที่สุด ของที่ผลิตในประเทศคือของที่ดีที่สุด หรือเรื่องของผู้หญิงกับการทำงาน ซึ่งรู้ๆ กันว่าสังคมญี่ปุ่นค่อนข้างจะปิดกั้นความสามารถของผู้หญิง โครงสร้างเงินเดือนของบริษัทที่ญี่ปุ่นจึงเน้นไปที่ผู้ชายมากกว่า เพราะเขาคิดว่าผู้หญิงนั้นสักวันก็ต้องแต่งงานออกไปเป็นแม่บ้านอยู่ดี (ปัจจุบันสังคมญี่ปุ่นเริ่มเปิดกว้างในเรื่องนี้มากขึ้นแล้ว ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก บริษัทชั้นนำหลายแห่งเปิดโอกาสสำหรับผู้หญิง เราจึงเห็นผู้หญิงเก่งๆ ขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในเกือบทุกวงการ / บรรณารักษ์)

สรุปว่าใครที่สนใจเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นก็น่าหยิบมาอ่านกันนะครับ ความสนุกอยู่ที่มุมมองในการเล่าเรื่องด้วยสายตาอันซุกซนของผู้เขียน หรืออีกแง่หนึ่งก็คือในสายตาของคนไทยที่มองดูวัฒนธรรมที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ บรรณารักษ์เชื่อว่าเมื่ออ่านจบแล้ว ท่านน่าจะเข้าใจวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็น่าจะเข้าใจและย้อนมองชีวิตแบบไทยๆ ของเราว่าเป็นคนไทยอย่างที่เป็นนี่แหละ สบายที่สุดแล้ว

———————————————————————————————————————————-

อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

This entry was posted in บรรณารักษ์ชวนอ่าน, แนะนำหนังสือ and tagged , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s