บรรณารักษ์ชวนดู : Man of the Year

นี่คือคอลัมน์ใหม่แกะกล่องจากบรรณารักษ์ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข ที่ก่อนหน้านี้ได้เริ่มต้นผลิตคอลัมน์ บรรณารักษ์ชวนคุย และบรรณารักษ์ชวนอ่าน ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านพอสมควร บรรณารักษ์จึงเห็นว่าไหนๆ ก็มีทั้งชวนคุย ชวนอ่านแล้ว จึงเพิ่ม ชวนดู ขึ้นมาอีก และอีกไม่ช้าอาจจะมี ชวนฟัง ตามมาอีกก็เป็นได้ ทั้งหมดนี้เป็นการแนะนำและแบ่งปันข้อมูลสู่ผู้อ่านที่เข้ามาชม blog ใครมีมุมมองหรือความเห็นใดๆ ก็เข้ามาแจมกันได้นะครับ

ท่ามกลางบรรยากาศของการฟาดฟันเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา บรรณารักษ์จึงอยากจะขอแนะนำหนังการเมืองที่ดูสนุกเรื่องนี้ นำแสดงโดย โรบิน วิลเลี่ยมส์ (Robin Williams) เรื่อง Man of the Year ออกฉายในปี ๒๐๐๖ แม้จะเก่าไปซักนิดแต่บรรยากาศของเรื่องก็ช่วยทำให้เราเข้าใจระบบการเลือกผู้นำของประเทศมหาอำนาจนี้ได้อย่างง่ายๆ รวมถึงทัศนคติของคนอเมริกันต่อการเลือกผู้นำของเขาที่สะท้อนความจริงออกมาได้อย่างน่าดู

ก่อนอื่นอยากจะขอทำความเข้าใจกับระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเสียหน่อย ที่อเมริกามีพรรคการเมืองที่แบ่งข้างกันอย่างชัดเจน ๒ พรรคใหญ่ๆ (ความจริงมีมากกว่า ๒ พรรค แต่พรรคเล็กพรรคน้อยมักจะไม่มีบทบาทเท่ากับสองพรรคใหญ่) ประชาชนจะแบ่งข้างกันอย่างชัดเจนว่าฉันเป็นเดโมแครต ฉันเป็นรีพลับลิกัน โดยประชาชนบ้านเขาเลือกข้างโดยดูนโยบายเป็นหลัก ไม่ใช่ดูที่ตัวบุคคล (เหมือนบ้านเรา) ในพื้นที่ย่อยๆ นับตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน แต่ละพรรคก็จะเสนอชื่อผู้เห็นควรเข้าชิงตำแหน่ง สมาชิกพรรคในแต่ละหมู่บ้านก็จะเลือกตัวแทนของตน เมื่อได้มาแล้วก็จะเข้าไปสู้กันต่อในระดับที่สูงขึ้นไปๆ จนกระทั่งได้ตัวแทนของแต่ละพรรค ที่เลือกมาแล้วจากสมาชิกพรรคของทั้งประเทศ คือคัดสรรมาตั้งแต่ระดับล่างๆ ขึ้นมาจนเลือกตัวแทนพรรคสองคนสุดท้าย เรียกว่ากว่าจะขึ้นมาชิงชัยในระดับประเทศได้ คุณต้องได้รับความไว้วางใจเบื้องต้นจากคนในพรรคเดียวกันทั้งประเทศเสียก่อน

ทีนี้ผลการเลือกตั้งก็จะมี ๒ แบบ เรียกว่า popular vote กับ electoral vote เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้นมิใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะไปเลือกผู้แทนของเขา (popular vote) เพื่อไปเลือกตั้งประธานาธิบดี (electoral vote) อีกทีหนึ่ง จึงนับเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม คนที่ได้เป็นประธานาธิบดีจะต้องชนะในส่วนของ electoral vote โดยคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) ซึ่งจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนผู้แทนราษฎรรวมกับจำนวนวุฒิสมาชิกในมลรัฐของตน ที่มีอยู่ในสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกา

ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ใช้คณะผู้เลือกตั้งนี้ คือ กติกาที่ว่า ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด (winner-take-all) ซึ่งหมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากจากประชาชนในมลรัฐ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด ดังนั้น มลรัฐที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากๆ ก็จะเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัคร เช่น แคลิฟอร์เนีย (๕๕) เท็กซัส (๓๔) นิวยอร์ก (๓๑) ฟลอริดา (๒๗) เป็นต้น ซึ่งก็มีหลายครั้งที่คนชนะ popular vote แต่ไปแพ้ electoral vote ก็อดเป็นประธานาธิบดี เช่น แอนดรู แจ็กสัน แพ้ต่อ จอห์น อดัมส์,  กริฟเวอร์ คลีฟแลนด์ แพ้ต่อ เบนจามิน แฮริสัน และล่าสุดก็คือ อัล กอร์ ผู้พิชิตรางวัลโนเบลสันติภาพ ที่แพ้ต่อ จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช

ทีนี้มันก็จะมีคนที่มีลูกบ้า ที่เสนอตัวเองเข้าชิงชัยในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคอิสระ อย่างเช่น นายรอส เปโรต์ (Ross Perot) ที่สร้างความฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน รวมถึง นายทอม ด็อบส์ ในหนังเรื่องนี้

ยอดชายนาย ด็อบส์ มีอาชีพเป็นนักแสดงตลกประเภทเดี่ยวไมโครโฟนที่มีชื่อเสียง มุขตลก ไหวพริบ และความเฉลียวฉลาดของเขาเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวอเมริกันยิ่งนัก โดยเฉพาะมุขล้อการเมืองที่บางครั้งมันฟังดูเข้าท่า จนเมื่อมีผู้ชมยุให้เขาเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีซะเลย ซึ่ง ด็อบส์ ก็บ้าพอที่จะทำจริงๆ

เริ่มแรกเขาถูกมองว่าเป็นเพียงตลกสลับฉาก แต่หลังจากได้ตระเวนหาเสียงโชว์วิสัยทัศน์ ชาวอเมริกันก็เริ่มหันมามองเขาด้วยท่าทีจริงจังมากขึ้น จนเมื่อ ด็อบส์ ได้โอกาสขึ้นโต้วาทีกับผู้เสนอตัวเข้าชิงจากสองพรรคใหญ่ เขาก็ปล่อยมุขเด็ดกระแทกใจชาวอเมริกันทั้งประเทศ จนมีคะแนนนิยมพุ่งพรวดๆ

ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนจำนวนมาก แต่เขาเองก็รู้ตัวดีว่าโอกาสที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมวลผลคะแนนเสียงเกิดผิดพลาด ทำให้เขากลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ จากดาวตลกทางทีวี เขาต้องก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ ด็อบส์ จะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร

ผู้กำกับ แบร์รี่ เลวินสัน เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าง่ายมาก เขาเพียงโยนบทคร่าวๆ ให้เท่านั้น ส่วนมุขที่เหลือ โรบิน วิลเลี่ยมส์ ผู้แสดงนำจะจัดการเองทั้งหมด ซึ่งการด้นมุขสดๆ นั่นถือเป็นของหวานสำหรับดาวตลกอย่างเขาเลย อีกทั้งการได้ปล่อยมุขเกี่ยวกับการเมืองก็นับเป็นของชอบสำหรับเขาเช่นกัน มุขตลกการเมืองประเภทที่หยิกแกมหยอก หรือประเภทที่ซัดเปรี้ยงเข้าแสกหน้านักการเมืองขี้ฉ้อ จึงอัดแน่นอยู่ในหนังเรื่องนี้

ในฉากเปิดเรื่อง วิลเลี่ยมส์ ก็ซัดมุขการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศไปหนึ่งดอก (มุขนี้หลายท่านอาจะเคยผ่านหูมาบ้าง ว่าด้วยเรื่องที่ NASA ใช้งบประมาณไป ๒๐ กว่าล้านเพื่อประดิษฐ์ปากกาสำหรับใช้เขียนในอวกาศ แต่รัสเซียแก้ปัญหาเดียวกันด้วยดินสอราคา ๕ เซนต์!) หรือมุขการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ที่กัดกองตรวจคนเข้าเมืองซึ่งจะซักถามจนละเอียดยิบ จนบางครั้งเราเองก็ชักไม่แน่ใจว่าตกลงเราจะเดินทางไปทำไมกันแน่ หรือมุขที่แนะนำให้นักการเมืองติดป้ายโฆษณาให้ทั่วตัว จะได้รู้กันไปว่าใครมีสปอนเซอร์เป็นสินค้าชนิดใดกันแน่ และอื่นๆ อีกเยอะแยะ

หนังยังตอกย้ำให้เห็นถึงความชั่วช้าของระบบนายทุนที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อตัวเลขในตลาดหุ้น อย่างผู้บริหารของบริษัทที่ทำหน้าที่ประมวลผลคะแนนเสียงที่พยายามปิดปากพนักงานภายหลังทราบความจริงว่าระบบประมวลผลทำงานผิดพลาด จนทำให้ ด็อบส์ ได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดี พวกเขาทำทุกอย่างให้บริษัทมีกำไรสูงสุดโดยไม่สนใจว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง

โรบิน วิลเลียมส์ รับบท ด็อบส์ อย่างสบายๆ หนังเปิดโอกาสให้เขาได้ปล่อยมุขแสบๆ ได้ตลอดเรื่อง แม้ในเวลาวิกฤต เขาก็ยังคงมีมุขอยู่เสมอ ซึ่งนั่นอาจจะลดทอนความสมจริงของหนังไปซักนิด ว่าถ้าเกิดมีคนบ้าๆ อย่างเขาขึ้นมาจริงๆ ประชาชนจะทำใจยอมรับประธานาธิบดีเพี้ยนๆ แบบนี้ได้จริงหรือ ในขณะที่ ลอร่า ลินนี่ย์ (Laura Linney) ที่ระยะหลังฝีไม้ลายมือของเธอจัดจ้านขึ้นทุกที (ถูกเสนอเข้าชิงออสการ์มาแล้ว) มารับบทพนักงานที่ถูกสั่งเก็บหลังจากพยายามเปิดเผยความจริง ท่าทีลังเลของเธอเมื่อเผชิญหน้ากับ ด็อบส์ ตอนที่เธอพยายามจะบอกความจริงทั้งหมดนั้นแสดงได้อย่างสุดยอด ส่วนดาราประกอบอีกคนคือ คริสโตเฟอร์ วอลเก้น (Christopher Walken) ก็เล่นตามน้ำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีดความสามารถอะไรมาก

เนื้อหนังโดยรวมก็ไม่ได้วิเศษอะไรมาก ตัวหนังกะขาย วิลเลี่ยมส์ เต็มที่ ซึ่งนั่นก็ถือว่าได้ผลดี ความพยายามใส่สาระและการวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเมืองนั้นยังดูกั๊กๆ นิดหน่อย เพราะมัวแต่จะใส่มุขฮาเข้าไปเสียมาก จนผู้ชมอาจจะไม่ทันได้เก็บมาขบคิด อาศัยเอาลูกฮา ลูกกัดจิก ให้ผู้ชมสะใจเล่นๆ ซึ่งหากจะพิจารณากันดีๆ นักการเมืองไม่ว่าจะที่ไหนก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร แต่ก็นั่นแหละนะ ทั้งๆ ที่รู้ แต่สุดท้ายประชาชนก็ยังเลือกคนพวกนี้เข้ามา … มันก็น่าคิดนะเนี่ย

——————————————————————————————————————————-

ข้อมูลภาพยนตร์
Man of the Year (2006)
กำกับโดย Barry Levinson (Wag the Dog, Sleepers)
นำแสดงโดย Robin Williams (Good Will Hunting) Laura Linney (Mystic River) Christopher Walken (Catch Me If You Can)

หมายเหตุ : ข้อมูลระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐนั้น อ้างอิงมาจากบทความของ คุณชำนาญ จันทร์เรือง จาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ อ่านรายละเอียดได้ที่ เข้าใจการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างง่ายๆ

———————————————————————————————————————————-

อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

This entry was posted in บรรณารักษ์ชวนดู, ภาพยนตร์ and tagged , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s