บรรณารักษ์ชวนดู : A Beautiful Mind

วันนี้บรรณารักษ์ขอเสนอภาพยนตร์ที่ว่าด้วยชีวิตของนักคณิตศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล ความสามารถของเขานั้นนับว่าเป็นอัจฉริยะทีเดียว แต่ขณะเดียวกันเขาก็ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยอาการป่วยทางจิต กว่าจะผ่านช่วงชีวิตที่เลวร้ายมาได้ก็ต้องใช้เวลานานกว่า ๒๕ ปี ว่ากันว่าแม้กระทั่งวันที่เขาขึ้นรับรางวัลโนเบล อาการเหล่านั้นก็ยังไม่ได้หายขาดด้วยซ้ำ

บรรณารักษ์เชื่อว่าหลายท่านคงเคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันไปแล้ว ยิ่งถ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งไม่น่าพลาด A Beautiful Mind ผลงานการกำกับของ รอน ฮาวเวิร์ด ที่มีผลงานการกำกับหลากหลายแนว อาทิ หนังรักเบาสมอง Splash หนังแฟนตาซีย้อนยุค Willow หนังแอ็คชั่นเกี่ยวกับนักผจญเพลิง Backdraft หนังที่สร้างจากเรื่องจริงอย่าง Apollo 13 จนกระทั่งประสบความสำเร็จกับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก A Beautiful Mind ในปี ๒๐๐๑ นี่เอง โดยเป็นงานที่ดัดแปลงจากหนังสือชื่อเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นชีวประวัติของ จอห์น ฟอบส์ แนช จูเนียร์ นักคณิตศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลในปี ๑๙๙๔

ภาพจาก http://www.nobelprize.org

ที่เขาว่ากันว่าอัจฉริยะกับความเพี้ยนนั้นใกล้เคียงกันนั้นเห็นจะจริงอยู่ (แต่ก็ใช่ว่าคนเก่งจะเพี้ยนทุกคนนะ) แต่กับ จอห์น แนช ที่หลายคนหาว่าเขาเพี้ยนนั้นเป็นเพราะเขามีอาการป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) ที่น่าทึ่งก็คือแม้จะมีอาการป่วยตลอดเวลาแต่เขากลับคิดค้นทฤษฎีและผลงานทางวิชาการออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แนชเติบโตมาจากครอบครัวชนชั้นกลางที่มีการศึกษา พ่อของเขาเป็นวิศวกรไฟฟ้า แม่เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาละตินและอังกฤษ เขาฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่เด็กด้วยการเริ่มอ่านเอ็นไซโคลพีเดียตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อโตขึ้นมาระดับมัธยมเขาก็เลือกที่จะอ่านตำราคณิตศาสตร์ที่บรรดาอาจารย์ชอบอ่านมาอ่านแทนหนังสือทั่วไปที่วันรุ่นนิยมกัน หนังสือคลาสสิกเล่มหนึ่งที่แนชอ่านตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมคือ Men of Mathematics เขียนโดย E.T. Bell (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๑๙๓๗) ซึ่งอาจเป็นที่มาของความสนใจด้านคณิตศาสตร์

แนชเข้าศึกษาต่อด้านคณิตศาสตร์ที่ Princeton University (แรกเริ่มเขาใฝ่ฝันอยากจะเป็นวิศกรไฟฟ้าเหมือนพ่อ) ที่นี่เขาก็ฉายแววความเก่งกาจออกมาอย่างเต็มที่ แต่เขาก็แทบจะไม่เคยเข้าฟังการบรรยายของอาจารย์เลย โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่อยากถูกครอบงำจากแนวคิดและทฤษฎีเดิมๆ เพราะนั่นจะเป็นการปิดกั้นความคิดที่จะคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มากกว่า จากผลงานของเขาในระดับปริญญาตรี ได้รับความเห็นจากกรรมการบริหารระดับสูงของพรินสตันว่าเขาควรจะข้ามขั้นไปเรียนต่อปริญญาเอกได้เลย

พออายุได้ ๒๓ ปี แนชก็ได้เป็นอาจารย์สอนที่ MIT : Massachusetts Institute of Technology แต่พออายุ ๓๑ ปี เขาก็เริ่มมีอาการป่วย เห็นภาพหลอน คิดเองเออเองต่างๆ นานา คิดว่ากำลังถูกสอดแนมจากพวกสายลัย ถูกปองร้าย จนอาการเข้าขั้นวิกฤตถึงขั้นทำงานไม่ได้ ที่สุดแล้วเขาจึงต้องถูกส่งเข้ารับการรักษา และต้องทุกข์ทรมานกับโรคนี้นานถึงกว่า ๒๕ ปี

สำหรับภาพยนตร์ A Beautiful Mind มีการเพิ่มเติมสีสันเพื่อให้เนื้อเรื่องน่าติดตามมากขึ้นตามวิถีของการสร้างหนัง โดยเฉพาะเนื้อหาช่วงที่เขาเริ่มมีอาการทางจิตเพื่อให้คนดูเข้าใจได้ง่ายขึ้น เรื่องราวที่เขาคิดไปเองว่ากำลังทำงานให้รัฐบาลในการไขรหัสลับ ดูจริงจังจนสงสัยไม่ได้ว่ามันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือว่าเขาจินตนาการไปเองกันแน่ เพราะหนังทำให้คนดูคิดตามอย่างนั้นจริงๆ แม้กระทั่งกลางเรื่องเมื่อภรรยาของเขาได้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วก็ตาม แต่คนดูก็ยังอาจเชื่อได้อีกว่านั่นคือการจัดฉากของซีไอเอ บรรยากาศของหนังและอารมณ์ของตัวละครในตอนนั้นดูคล้ายกับ The X-File และตัวละครเอกอย่าง ฟ็อกซ์ โมลเดอร์ ที่พบเจอเรื่องน่าสงสัยมากมายแต่ไม่มีใครเชื่อเขา ตรงนี้เองที่บรรณารักษ์คิดว่ามันทำให้หนังดูสนุก ที่คนดูต้องตัดสินเอาเองจากภาพที่เห็นว่าอะไรคือความจริงหรือความลวง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้บรรณารักษ์คิดว่าตัวเขานั้นน่าทึ่ง คือท้ายที่สุดแล้วอาการเห็นภาพหลอนของเขาก็ไม่ได้หายขาด ฉากจบของหนังตอนที่เขาขึ้นรับรางวัลโนเบล เขาก็ก็ยังคงเห็นภาพหลอนเหมือนเช่นเดิม นั่นหมายความว่าแม้เวลาจะผ่านไปสักกี่ปี เขาก็ยังเห็นบุคคลในจินตนาการที่พูดคุยกับเขาอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ต้องดำเนินชีวิตให้เป็นปกติที่สุดในสภาพจิตที่ไม่ปกติ ใครก็ตามที่ต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้คงอึดอัดไม่น้อย แต่เขาสามารถอยู่กับมันได้อย่างน่าทึ่งแถมยังสร้างผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกออกมาได้ด้วยจึงยิ่งน่าทึ่งขึ้นไปอีก

ความประทับใจในหนังเรื่องนี้น่าจะอยู่อารมณ์ดราม่าหนักๆ ระหว่างความพยายามเอาชนะโรคร้ายของแนชโยมี อลีเซีย ภรรยายคอยช่วยเหลืออยู่ไม่ห่าง ความจริงแล้วเขากับภรรยาแยกทางกัน แต่ช่วงปี ๑๙๗๐ อลีเซียเป็นผู้รับเขาออกมาอยู่ด้วยเพื่อบำบัดอาการป่วยและคอยอยู่เคียงข้างตลอดเวลาในฐานะ “เพื่อนคู่ชีวิต” มากกว่า “ภรรยาคู่ชีวิต” ในหนังนั้นเราจะเห็นความพยายามอย่างที่สุดของทั้งสอง ฝ่ายแนชนั้นต้องข่มใจรับสภาพและขจัดภาพหลอนที่เขาเห็นอยู่ตลอดเวลาออกไป ขณะที่อลีเซียอาจดูเลวร้ายยิ่งกว่าเมื่อต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างในครอบครัว และต้องรับมือกับอาการของสามีที่ไม่รู้จะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ ฉากที่เธอระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเหลือกลั้นหรือฉากที่รับรู้ว่าสามีกำลังเผชิญกับอะไรนั้นทำออกมาได้กินใจมาก ซึ่งก็สมควรอย่างยิ่งที่ เจนนิเฟอร์ คอลเนลี่ จะคว้าออสการ์ดาราสมทบหญิงในปีนั้นไปนอนกอด

รัสเซล โครว์ สวมบทบาทของ จอห์น แนช ได้อย่างแนบเนียน

ขณะที่ฝ่ายดารานำ รัสเซล โครว์ ก็สวมบท จอห์น แนช ได้อย่างน่าทึ่ง อากัปกิริยา ท่าทางการเดิน สีหน้าที่ดูครุ่นคิดตลอดเวลา ทำเอาคนดูเชื่อจริงๆ ว่าหมอนี่กำลังบ้า ผลงานเรื่องนี้จึงทำให้เขาเป็นตัวเต็งที่จะได้ออสการ์ไปครองเป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังจากหนึ่งปีก่อนหน้านี้เขาเพิ่งจะได้ออสการ์ดารานำชายจาก The Gladiator ไปครอง น่าเสียดายที่ปีนั้น แดนเซล วอชิงตัน ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เขาก็เลยอดชนะสองปีติด

สำหรับอาการป่วยของแนชนั้นเรียกว่า โรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นความผิดปกติที่หาสาเหตุที่แน่นอนไม่ได้ บางคนก็หายขาดแต่บางคนก็ต้องเป็นไปตลอดชีวิต อาการเหล่านี้ถ้าร้ายแรงถึงขั้นที่คุมตัวเองไม่อยู่ก็ต้องได้รับการดูแลในสถานพยาบาลไปตลอด ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องอยู่ในความดูแลของญาติอย่างใกล้ชิด ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยก็มักจะไม่รู้ว่าตัวเองป่วย

ความเป็นจริงแม้มันจะโหดร้ายสักเพียงใด เราทุกคนก็ต้องยอมรับและเผชิญหน้ากับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรณารักษ์เชื่อว่าไม่มีชีวิตใครราบรื่นโปรยด้วยกลีบกุหลาบไปเสียตลอด เราอาจพบหนามแหลมทิ่มตำเอาระหว่างทาง ขึ้นกับว่าเราเลือกที่จะให้มันทิ่มตำไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างจำยอม เลือกที่จะหาหนทางเดินใหม่ หรือเลือกที่จะหยิบมันออกไป ชีวิตมีทางให้เลือกหลายทางครับ ก็ขอให้ท่านพบเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับท่านก็แล้วกัน

ควรอ่านเพิ่มเติม

———————————————————————————————————————————-

อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

This entry was posted in บรรณารักษ์ชวนดู, ภาพยนตร์ and tagged , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s