บรรณารักษ์ชวนคุย : ‘ป้านี’ ตำนานแห่งซุ้มเฟื่องฟ้า

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบันก็ล่วงเข้าสู่ปีที่ ๕๔ แล้ว ภายในสถาบันแห่งนี้ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บรรณารักษ์ชวนคุยครั้งนี้จะพาท่านไปทำความรู้จักกับส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของคณะ ที่บางครั้งเราอาจมองข้าม ทั้งที่พบเจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ส่วนเล็กๆ ชิ้นนี้แหละที่เก็บความทรงจำเกี่ยวกับคณะของเราในมุมมองที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้

ชิ้นส่วนที่ว่านั้นคือร้านค้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ตึกกลม บริเวณที่ใครๆ เรียกว่า ซุ้มเฟื่องฟ้า แม้เดี๋ยวนี้ต้นเฟื่องฟ้าจะแทบไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่เราก็ยังเรียกขานอยู่เช่นเดิม บรรณารักษ์จะพาไปคุยกับคุณป้าเจ้าของร้านกาแฟสุดนิยมที่คงไม่มีชาวคณะวิทย์คนไหนไม่เคยลิ้มรส ลามไปถึงบรรดาหมอๆ จากรามาฯ หรือกระทั่งผู้คนจากหน่วยงานใกล้เคียง

ป้านี เจ้าของร้านกาแฟยอดนิยมแห่ง ซุ้มเฟื่องฟ้า

ป้าชื่ออะไรครับ…นศ. หลายคนกินกาแฟร้านป้ามานานและยังไม่รู้เลย
– ป้าชื่อมานี นามสกุล พุทธรักษา เรียกป้านี เขาเรียกกันป้านี แต่ก็เรียกป้าอยู่นั่นแหละ ป้า…ป้า

ป้าเปิดร้านนี้มานานรึยัง
– ก็ ๒๐ ปีแล้วล่ะมั้ง

ที่เค้าเรียกกัน “ซุ้มเฟื่องฟ้า” ตรงนี้ ทำไมเขาเรียกกันอย่างนั้นครับ
– แต่ก่อนบริเวณนี้มีแต่ต้นเฟื่องฟ้า…สมัยนั้นไม่ค่อยมีคนเดินนะแถวนี้ ต้นเฟื่องฟ้ามันจะรก เดี๋ยวนี้เค้าตัดเป็นพุ่มหมดแล้วเนี่ย แต่ก่อนนี้ตอนขึ้นใหม่ๆ แล้วมันจะรก แล้วดอกมันจะออกดอกสีแดงเต็มหมดเลย เดี๋ยวนี้หายหมดแล้ว (หัวเราะ)

ป้ามาเปิดร้านตั้งแต่ตอนไหน
– โอ้ย (ลากเสียงยาว)  ป้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่…ตึกเพิ่งสร้างใหม่ๆ ที่ย้ายจากตึกเก่ามาน่ะ

แล้วยังไงป้าถึงมาเปิดที่นี่ได้
– ตอนนั้นยังขายอาหารอยู่ในโรงอาหาร พอดีลุงไม่มีงานทำ ก็อยากจะหาอาชีพเสริมด้วย ตอนนั้นลูกก็ยังเรียนอยู่ ก็ลองไปขอ…ตอนนั้นคนที่ดูแลตรงนี้คืออาจารย์ชุมพล เป็นรองคณบดีฝ่ายอาคารสถานที่ (หันมาถามทีมสัมภาษณ์ ซะงั้น)

ตอนนั้นก็ต้องสมัยอาจารย์กำจรเป็นคณบดี?
– ไม่ใช่ อาจารย์อะไรน้า … ป้าจำไม่ได้แล้ว
(น่าจะเป็นสมัย ศ.ดร. สถิตย์ สิริสิงห เป็นคณบดี (พศ. ๒๕๑๘) หรือสมัย ผศ.ดร. ไพโรจน์ เปรมปรีดิ์ (พ.ศ. ๒๕๑๙) : ผู้สัมภาษณ์)

ป้าเคยบอกว่าเคยทำงานที่นี่มาก่อน …
– ตอนนั้นป้ายังสาวๆ อยู่เล้ย อายุ  ๒๐ กว่าๆ ทำงานที่นี่ อยู่สัตว์ทดลอง ทำงานมันก็ไม่พอกินนะ ป้าก็เลยคิดจะหารายได้เสริม ที่ป้าต้องลงมาขายอาหารข้างล่างนี่ก็คือว่าป้ามีน้องหลายคนไง ต้องรับภาระเลี้ยงน้องหลายคน ทำงานมันก็ไม่พอ ต้องหาอาชีพเสริม ก็เลยไปขอ ป้าขายตั้งแต่สมัยอาจารย์สตางค์แน่ะ ใครมีอะไรก็เอาไปตั้งๆ ๆ ไว้ก็ขาย ตอนนั้นเขายังไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาก

ซุ้มเฟื่องฟ้า
ตั้งแต่สมัยอาจารย์สตางค์!
– ป้ายังจำอาจารย์สตางค์ได้เลย  แกเดินแบบ หลังแอ่นๆ น่ะนะ ป้ายังเคยอาจารย์สตางค์ดุเลย แกว่า “นี่ คุณมาตั้งขายได้ยังไง?” แกก็ดุทีเล่นทีจริงน่ะไม่ได้เอาเรื่องอะไร ตอนนั้นใครเค้าก็ตั้งขายกันทั่วไปแหละ ที่มันยังว่างอยู่ แล้วต่อมาคณะเค้าเลยจัดทำให้เป็นที่เป็นทาง ให้เสียค่าเช่า จัดระเบียบให้เรียบร้อย

ตั้งตรงไหนครับ หรือว่าว่างตรงไหนก็ตั้งกัน
– ตั้งที่โรงอาหาร เมื่อก่อนโรงอาหารมันไม่ได้เป็นแบบนี้นะ มันเป็นแบบตรงตึกไบโอเทคน่ะ … (เป็นหลังคาคอนกรีต ดูคล้ายดอกเห็ดบาน เดี๋ยวนี้กลายเป็นที่จอดรถ : ผู้สัมภาษณ์) ก็หลายสิบปีแล้ว ตอนนั้นเป็นนโยบายอาจารย์ชุมพล เพราะว่าป้าเคยโดนอาจารย์ชุมพลสัมภาษณ์ เพราะมีนโยบายว่าน่าจะมีร้านของว่างให้คนที่ตึกกลมนี่ได้ทานกัน เค้าก็มีการสมัครร้านนั่นแหละ ใจจริงน่ะป้าอยากจะขายน้ำเครื่องกด เค้าเรียกว่าน้ำโคลสมิกซ์ ป้าไปเอาแบบมาจากบริษัทเสริมสุขเลยนะ ไปศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นเลยที่บริษัทเสริมสุขเลย ว่าขั้นตอนเค้าทำกันยังไง อะไรแบบเนี้ยะ แล้วก็ไอ้พวกเครื่องกาแฟนี่ป้าก็ไปหาเซลส์ของบริษัทเนทส์เล่ย์ เค้าก็ว่าป้าต้องทำอย่างงี้ ๆ ๆ นะ ป้าก็เลยคุยกะเขาว่า จะขอขายน้ำที่คณะวิทย์ ทางบริษัทเนทส์เล่ย์ก็จะส่งเซลส์มาดูสถานที่ก่อนว่าสมควรจะขายได้มั้ย เราจะขายออกมั้ย คือเราไปตั้งร้านแล้วเนี่ยเราจะทำธุรกิจอันนี้ไปได้มั้ย เพราะเค้ากลัวว่าเราทำแล้วจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกัน

ช่วงแรกๆ เป็นยังไงบ้างครับ
– ก็พอขายได้นะ แรกๆ คนก็ยังไม่รู้จัก ก็ขายได้น้อย ขายเรื่อยๆ ไป ไม่ยุ่งอะไร คนยังไม่ค่อยเดินมาตรงนี้

แสดงว่าจุดกำเนิดตรงนี้นี่ … ป้าแน่ๆ
– โน่นก็มาพร้อมกันนั่นแหละ (ชี้ไปที่ร้านลูกชิ้นทอด) แล้วก็สยามสเต๊กเมื่อก่อนขายตรงโน้น…ตรงข้างๆ คอกแกะ (ชี้ไปทางตึก PR)

คอกแกะ?
– ใช่ อยู่ตรงโน้นเลย แต่ก่อนมันเป็นคอกแกะไง มีแกะ มีห่าน คณะเขาเลี้ยงไว้ … ตรงที่ปัจจุบันเป็นที่ทิ้งขยะ เป็นคอกแกะเลย เวลาเค้าจะใช้ทำวิจัยเค้าจะไปเจาะเลือดมาใช้

ร้านสมัยก่อนเป็นยังไงครับ
– ก็ทางคณะเค้าจะไม่สร้างร้านให้นะ เราต้องทำเอง แต่ป้าไม่มีเงิน ป้าเลยไปขอซุ้มเป๊ปซี่อ่ะ เคยเห็นมั้ยที่เป็นซุ้มเป๊ปซี่ที่เค้าขายโค้กอ่ะ (อ้าวป้า … ปนกันแล้ว) ป้าก็ไปขอเป็นตู้ๆ มันก็ตั้งเครื่องเป๊ปซี่ได้เครื่องนึง แล้วก็เครื่องกาแฟที่เป็นกดๆ ได้เครื่องนึง แล้วป้าก็มีตู้เป๊ปซี่ที่เป็นตู้เย็นน่ะ ไว้ข้างนอก เวลานักศึกษาเค้าเปิดหยิบน้ำขวดก็จะจ่ายเงินตรงที่ป้ายืนอยู่ ก็สะดวกดีอยู่ นานเข้ามันก็เริ่มแคบแออัด ก็ขอคณะทำเป็นเพิงอีกนั่นแหละเพราะที่เค้าจำกัด ทำเป็นเพิงหมาแหงนขายอยู่ ก็ขายมาเรื่อยๆ จนเปลี่ยนเป็นห้องแล้วก็ทำเป็นคอนกรีตแบบในตอนนี้

ร้านยุคก่อนปรับปรุง เป็นเพิงธรรมดา เนื้อที่แคบๆ

จำได้ว่าแต่ก่อนร้านป้าอยู่ตรงนี้ แล้วก็มีต้นไม้โผล่กลางร้าน
– ใช่ๆ ก็ที่ไม่มีไง ต้องปลูกร้านคร่อมต้นไม้ แต่เค้าบอกว่ามีต้นไม้งอกอยู่ในร้านจะทำความเจริญให้แก่ร้านนะ (หัวเราะ)

แล้วได้ร้านใหม่แล้วรู้สึกยังไง
– ก็ดี ดีมากเลย หลังเก่าป้าอึดอัดมากเลย ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่มันก็จำเป็นเพราะมันเป็นอาชีพของเรา ป้าเห็นคนต่างชาติมาซื้อหรืออาจารย์ระดับบิ๊กๆ มา ป้าก็อายร้านเขานะ แหม…มหาลัยมหิดลแท้ๆ ทำไมร้านดูโทรมมากเลย แต่คณะเค้ายังไม่ได้ดำเนินการให้เราทำอะไรน่ะ นานมากเลยตั้งแต่สมัยอาจารย์ชัยวัฒน์ พอเสร็จแล้วมันก็ดูดีขึ้นนะ

ผู้สืบทอดภาระกิจในอนาคต

ก็ดูดีนะ สะอาดสะอ้าน แต่ก่อนดูรกไปนิดนึง
– แต่ก่อนนี้มันดูรก แล้วขายของให้คนเยอะ ของมันก็ต้องเยอะใช่มั้ย ป้าก็ไม่มีที่เก็บของอ่ะ เวลาของมาเค้าก็อัดๆ นี่ขนาดร้านใหม่ป้ายังอัดแน่นเลยเห็นมั้ยเนี่ย จะเอาไปไว้บ้านแล้วขนมาบ้านป้าก็อยู่ไกล โน่นแน่ะบ้านป้าอยู่ถนนรัตนาธิเบศวร์แน่ะ อยู่ไกล ลำบากมาก ที่จริงอยากได้ร้านที่มันดูดี ที่มันดูดีมากๆ อ่ะ ทีนี้ของเรามันเยอะ

แล้วลูกค้า เป็นยังไงบ้าง
– ก็ดีนะ ก็คนที่นี่ก็ดี คือกว่าที่เค้าจะมาถึงมหาลัยมหิดลเนี่ย เค้าก็ผ่านการอบรมมาเยอะแล้วเนอะ บางคนป้าก็เจอเค้ามีศีลธรรม เป็นคนใจดี เป็นกันเอง ป้าก็ว่าป้าเป็นคนมีวาสนานะได้มาอยู่ที่ดี สถานที่ดี…คือคนที่นี่เพียบพร้อม ไม่เอาเปรียบ สมมุติว่าเค้าซื้อน้ำป้าไปแล้วป้ายังไม่มีตังค์ทอน ป้าลืมไปแล้ว เค้าก็มาให้กันทุกคน ซื้อน้ำป้าไปวันนั้น เท่านั้นเท่านี้ เค้าก็เอามาให้ แต่ป้าคิดว่าถ้าเค้าไม่เอามาให้ ป้าก็ยกให้เค้าไป ไม่เอา เพราะว่าเราไม่มีทอนเค้าเอง แต่บางครั้งก็ บางทีเรายุ่งๆ เนี่ยเค้าให้แบงค์พัน แถวยาว…บางทีป้าก็ไม่ทันเหมือนกัน ก็เห็นคนซื้อของยุ่งมากก็เลยให้เขาไปก่อน แต่ส่วนลึกแล้วถ้าเค้าไม่เอามาให้ก็ไม่ถือโทษ ก็ยกให้เค้าไป

“อาจารย์สตางค์”

ขอย้อนกลับไปอีกที เรื่องสมัยอาจารย์สตางค์
– อ๋อ คือตอนนั้นอาจารย์แกก็เดินไปทั่ว แต่อาจารย์ก็ใจดีนะ แกก็พูดยิ้มๆ ที่แกพูดก็ตามนั้นจริงๆ แกก็คงดูว่ามันเกะกะไม่เป็นระเบียบ คือที่โรงอาหารเค้าจะมีร้านที่เป็นมาตรฐาน คนซื้อต้องเรียงแถวเข้าไป มีมารับช้อนตรงนี้ แล้วก็จ่ายสตางค์ตรงนี้ เป็นระเบียบมากเลย

ตอนสมัยที่ป้าทำงาน ป้าก็รู้สึกกลัวนะ พอป้ามาขายของ อาจารย์เค้าก็มาคุย แล้วก็ไม่ถือตัว ก็เริ่มมีความคุ้นเคย ทำให้เรากล้าได้พูดได้คุยอะไรบ้าง แต่ตอนที่ป้ายังไม่ได้ขายของก็เจอก็รู้ว่านี่คืออาจารย์สตางค์ เป็นคณบดี สมัยก่อนจะนึกกลัวมากเลย  จะคิดไปว่าแกเป็นคนใหญ่ที่สุดในนี้ ก็จะกลัวไม่กล้าเดินใกล้ ไม่กล้าสบตา ไม่ได้ทำความผิดอะไรก็กลัวนะ (หัวเราะ) ขนาดมีแม่ค้าไปตั้งเกะกะ ไม่ใช่มีป้าขายคนเดียวนะ คนนี้ไปตั้งได้ คนนี้ก็ไปตั้ง แล้วก็ไม่ได้เสียอะไร แกเดินผ่าน ก็คงคิดว่ามันชักไม่เป็นระเบียบ มันจะเลอะเทอะไปกันใหญ่ แกก็เลยว่า “เอ๊…นี่คุณมาตั้งขายได้ยังไง” แล้วต่อมาก็เลยมีการจัดให้ได้เข้าขาย มีการเก็บค่าเช่า ถูกมากเลยตอนนั้นรู้สึกจะ ๒๔๐ บาท น้ำไฟไม่เสียนะ ให้ใช้ฟรี

ลุงยังพูดเลยว่าอาจารย์สตางค์น่ะมีบุญคุณกับเรามากเลยนะ ที่อนุญาตให้เรามาทำมาหากินอยู่ในนี้ ให้เรามีอาชีพเลี้ยงลูก แล้วก็ได้อยู่แบบไม่ลำบาก อาจารย์กับคณะวิทย์มีบุญคุณมาก เวลาไปทำบุญที่ไหนก็จะอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับในนี้ ให้สำนึกในบุญคุณของคณะวิทย์ ป้าคิดว่าป้ามีบุญนะ ที่ได้อยู่ในผู้คนที่ดีๆ ไม่ได้ตกอยู่ในที่ลำบาก สมมุติว่าเราไปเป็นแม่ค้าที่ตลาดนะมันลำบาก มันก็จะเจอสังคมอีกแบบนึง ทีนี้เรามาอยู่ในนี้มันก็เป็นสังคมของคนที่เค้าคัดเลือกมาแล้ว ป้าก็เลยว่าป้ามีบุญ

ลูกค้าสมัยเก่าๆ มาเจอนี่ยังจำกันได้มั้ย
– อย่างอาจารย์ยอด (ศ.ดร. ยอดหทัย เทพธรานนท์) ป้าเห็นตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ไม่รู้ว่าจะจบด็อกเตอร์มาหรือยังนะ แกก็อยู่ชั้นสองน่ะ แกก็จะเดินมากับแฟนตามประสาวัยรุ่น แต่แกน่ารักมากเลย สมัยหนุ่มๆ ล้อหล่อ (ยิ้ม) แล้วก็อาจารย์ที่กายวิภาค ที่แกเสียไปแล้ว หมอกนก (อาจารย์กนก ภาวสุทธิไพศิฐ) เจอแกมาเป็นนักศึกษาแพทย์ ย้ายมาจากตึกเก่าโน่นแน่ะ … ก่อนที่ป้าจะมาอยู่สัตว์ทดลองป้าทำอยู่ตรงชั้นสองน่ะ ตอนนี้เป็นอะไรนะ ที่เค้าเตรียมเครื่องมือแพทย์ให้พวกหมอปีสี่น่ะ…ตอนนั้นมีหมอกนก กะหมออะไรนะ … ลืมชื่อไปแล้ว แล้วก็อาจารย์หมอนัยพินิจ หมอนิตยา หมอนัยพินิจแกอ้วนๆ ตอนนี้แกเกษียณไปแล้วยังหรืออยู่ศาลายาไม่รู้ อาจารย์ประดน นี่แกก็เกษียณไปแล้ว โอ้ยหล่อมากเลย สูง ท่าเดินแกสมาร์ทมากเลย แล้วก็มีรุ่นหลังๆ มีอาจารย์อยู่ ม.ขอนแก่น เวลามาเจอก็จะ “สวัสดีครับป้า ป้าจำผมได้มั้ย”

สุดท้ายป้าอยากจะฝากอะไรทิ้งท้ายไว้
– ก็ขอบคุณลูกค้าคณะวิทย์ที่อุดหนุนซื้อของร้านป้า แล้วก็นิสัยดีทั้งนั้น น่ารักหมดเลย (หัวเราะ) เช้าก็เอาตังค์มาให้ป้า … ก็น่ารักกันหมดทุกคน (ฮา)

ขอขอบคุณ
– ป้านี ที่เล่าเรื่องเก่าๆ ให้เราได้ซาบซึ้ง
– ผู้ช่วยสัมภาษณ์ คุณสุชารัตน์ สนองเกียรติ
– ช่างภาพ คุณเอกวัจน์ เชาว์วิชารัตน์
————————————————————————————————–

เผยแพร่ครั้งแรกใน นิตยสารทำมือ “ตึกกลม” ฉบับที่ ๖

This entry was posted in คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, บรรณารักษ์ชวนคุย and tagged , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s