การอ่านกับคนไทย : “เดี๋ยวนี้หนังสือแพงไหม”

(บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น)


แต่ก่อนนั้นเรามักเป็นห่วงกันว่าเยาวชนไทยอ่านหนังสือกันน้อย ประโยคเด็ดที่ทำร้ายจิตใจคนรักหนังสือก็คือ คนไทย (ซึ่งหมายรวมถึงเยาวชนไทย) อ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๗-๘ บรรทัด แต่ตอนนี้เราสบายใจได้แล้วครับ เพราะจากผลการสำรวจล่าสุดในปี ๒๕๕๔ ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าเยาวชนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๒-๕ เล่ม เชียวนะครับ !

เยาวชนของ สิงคโปร์ กับ เวียดนาม อ่านเฉลี่ยปีละ ๕๐-๖๐ เล่ม !

อารมณ์เปลี่ยนเลยใช่ไหมครับ มองในแง่ดีกันไว้ครับว่าอย่างน้อยตัวเลขของไทยก็ไม่ได้มาเป็นบรรทัดเหมือนแต่ก่อนแล้ว เราควรดีใจที่เยาวชนไทยอ่านหนังสือจบเล่มกันเสียที

น่าแปลกที่งานมหกรรมหนังสือแต่ละปี มีผู้คนแออัดเข้าไปร่วมงานจนล้นทะลัก ทางผู้จัดงานเล่าว่าในปีนี้ (๒๕๕๕) มีการขยายพื้นที่มากถึง ๑ พันบูธ มียอดขายน่าจะเกิน ๔๐๐ ล้านบาท และคาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานในปีนี้มากกว่า ๑.๕ ล้านคน ตัวเลขชื่นใจนะครับ แต่ผมเกือบลืมไปว่าประชากรไทยล่าสุดเท่าที่ท่องจำได้คือราว ๖๐ ล้านคน มันคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ล่ะเนี่ย

ช่างประชดจริงๆ เลยนะผมนี่

ภาครัฐเขาก็พยายามรณรงค์ให้คนไทยรักการอ่านมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาท่านหนึ่งอธิบายว่าสาเหตุที่ส่วนภูมิภาคมีอัตราการอ่านไม่สูงเมื่อเทียบกับส่วนกลาง เกิดจากหนังสือเข้าไปไม่ถึงผู้อ่านมากกว่าความไม่อยากอ่าน การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงหนังสือเชื่อว่าจะทำให้เกิดการอ่านมากขึ้น เพราะการอ่านจะช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า … ไม่รู้ว่าท่านไปท่องจำตำราเล่มไหนมานะครับ มันก็จริงอยู่ล่ะ แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ในฐานะคนอ่านหนังสือคนหนึ่งผมก็เก็บเอามาคิดเป็นเหตุผลหนึ่งในการเลือกที่จะซื้อหรือไม่ซื้อหนังสือมาอ่านนะครับ

ผมขออนุญาตหยิบยกงานเขียนของ คุณชาติ กอบจิตติ นักเขียนมือรางวัลมาให้อ่านกัน ส่วนจะคิดเห็นอย่างไรนั้น เดี๋ยวไว้มาคุยกันในตอนต่อไปครับ

——————————————————————————————————————————

บางส่วนจากคำนำ ใน
ชาติ กอบจิตติ. เวลา. กรุงเทพ : พี.เอ. ลีฟวิ่ง, ๒๕๓๗.

…ผมไม่ได้กลับบ้านมาสี่ปี กลับมาแล้วได้เห็นสิ่งแปลกๆ

วันแรกที่ผมกลับมาเพื่อนพาผมไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว ก็ก๋วยเตี๋ยวธรรมดาๆ นี่แหละครับ ก๋วยเตี๋ยวขายในเพิงข้างถนน นั่งกินกันสี่คน คนละชามสองชาม คิดเงินออกมาแล้วร้อยกว่าบาท ผมตกใจ ตกใจที่กลับมาบ้านตัวเองแล้วต้องพบกับฝันร้าย พบกับสภาพข้าวของแพง ผมรู้สึกว่าสี่ปีที่จากไปนั้น ข้าวของแพงขึ้นมาก แพงขึ้นอย่างน่าใจหาย ผมถามเพื่อนว่าค่าแรงคนใช้แรงงานวันละเท่าไหร่ เพื่อนตอบว่าร้อยกว่าบาท กลับมาคราวนี้จึงได้พบสัจธรรมข้อหนึ่งว่า กรรมกรนั้นไม่ควรเลี้ยงอะไรเพื่อน อย่าว่าแต่เหล้าเลย แม้แต่ก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ควรเลี้ยง

เมื่อหายอยากจากก๋วยเตี๋ยวแล้ว ก็เกิดอาการหิวหนังสือขึ้นมา จึงไปเดินดูร้านหนังสือ เดินดูจนทั่วแต่ก็ไม่กล้าซื้อเหมือนที่ใจหิว หยิบเล่มโน้นขึ้นมาก็ไม่กล้าซื้อ หยิบเล่มนี้ขึ้นมาก็ยังไม่กล้าตัดสินใจ เหตุผลก็คือมันแพง แพงจนทำให้ผมต้องคิดแล้วคิดอีก ท้ายสุดก็จำเป็นต้องซื้อ เพราะหิว ผมจึง ‘เลือก’ ซื้อเล่มที่คิดว่าจะอ่านก่อน ส่วนเล่มที่อยากอ่านก็ยังไม่ซื้อ ผมพบว่าการเข้าร้านหนังสือคราวนี้ มันทำให้นิสัยการซื้อหนังสือของผมเปลี่ยนแปลงไป คือเริ่มรู้จักประหยัดกับการซื้อหนังสือขึ้นมา

ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยมีนิสัยประหยัดกับการซื้อหนังสือ เข้าร้านหนังสือได้ก็พลิกๆ ดู เล่มไหนน่าสนใจก็หยิบ หยิบซื้อ ซื้อ เก็บเอาไว้ก่อน เมื่อมีเวลาก็มาตะลุยอ่านทีหลัง แม้บางเล่มซื้อมาแล้วไม่เคยอ่านเลยก็เคยมี ไม่เคยนึกเสียดายเงิน เพระาหนังสือมีราคาถูกมาก และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผม

แต่กลับมาคราวนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้อีกแล้ว หนังสือมันเพง (บางเล่มโคตรแพงเลย)

ก็ดี สร้างนิสัยให้ผมประหยัดดี จะได้มีกะตังค์ไว้ซื้อเหล้านอกกิน เพราะเดี๋ยวนี้มันมีขายอยู่ทั่วไปหมดเลยนี่ แม้แต่ในอำเภอเล็กๆ ต่างจังหวัดก็ยังมีเหล้านอก-ของแพงขาย แต่ไม่มีร้านพ็อกเก็ตบุ๊ค

เมื่อ ‘เลือก’ ซื้อหนังสือของคนอื่นที่ผมอยากอ่านแล้ว ก็กลับมาดูหนังสือของตัวเอง ผมตกใจ ตกใจที่เห็นหนังสือของตัวเองมีราคาถูกที่สุดในร้าน ในความหมายของจำนวนหน้าเท่าๆ กัน และต้องตกใจอีกครั้งเมื่อได้เห็นว่าหนังสือของผมเป็นหนังสือของนักเขียนไทยเพียงคนเดียวที่ยังโบราณพิสดารพิมพ์กระดาษบรู๊ฟอยู่ ทุกคนเขาเปลี่ยนไปพิมพ์กระดาษปอนด์กันหมดแล้ว

หลังจากวันนั้น ผมไปไหนมาไหนก็พยายามถามเขาอยู่เรื่อยว่า “เดี๋ยวนี้หนังสือแพงไหม?”

ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมสำนักพิมพ์จึงติดรูปแบบความสวยงามของหนังสือกันนัก ในเมื่อประเทศของเรายังยากจนอยู่ อะไรประหยัดได้ก็ควรช่วยกันประหยัดคนละไม้คนละมือ ไม่ใช่เอาความสวยงามฟุ้งเฟ้อมาหลอกกัน ที่น่าตลกก็คือ รูปแบบของการทำหนังสือสวยนี้ลามเข้ามาระบาดกับหนังสือที่มีคนอ่านอยู่ไม่กี่พันคนด้วย นี่แสดงว่ามันลากกันไปทั้งระบบแล้ว คือระบบ ‘ทำของสวยหลอกคน’ แล้วขายแพงๆ ใช้วิธีโฆษณาช่วยกระตุ้นการขาย เพื่อจะได้ขายได้เยอะๆ มีกำไรเยอะๆ เข้าระบบทุนนิยมเต็มขั้น

อะไรมันทำให้เขาคิดเช่นนั้น หรือว่าเมื่อก่อนเขาเคยคิดเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่โอกาสไม่อำนวย?


ผมว่าถ้าจะทำหนังสือสวยกันแล้ว สำนักพิมพ์ควรมีทางออกให้คนอ่านได้เลือกบ้าง สำนักพิมพ์ควรพิมพ์หนังสือออกมาทั้งสองอย่าง อย่างแพงและอย่างถูก ใครมีเงินอยากเก็บหนังสือสวยก็ซื้อแพงหน่อย ส่วนใครไม่มีสตางค์ แต่อยากอ่าน ก็ซื้ออย่างถูกไปก่อน ทั้งสองคนได้อ่านเรื่องเดียวกัน อย่างนี้มันถึงจะยุติธรรม คนจนๆ จะได้มีโอกาสอ่านหนังสือบ้าง ได้โปรดให้โอกาสผู้บริโภคบ้างเถอะครับ

ก๋วยเตี๋ยวเขายังมีชามธรรมดากับชามพิเศษเลยนี่ นับประสาอะไรกับหนังสือ ทำไมจะทำไม่ได้

ที่พูดมานี่เพียงแต่ยกตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ไม่เคยคิดจะทำหนังสือสวยหลอกคนอ่าน ไม่เคยอยากให้คนอ่านหนังสือของผมต้องอ่านหนังสือแพง (แล้วผมสบายคนเดียว)

ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าสำนักพิมพ์งานกระดาษปอนด์ด้วยเหตุผลว่า ‘หนังสือจะได้เก็บไว้นานๆ’ ตามที่อ้างกัน ผมได้เห็นหนังสือพิมพ์ด้วยกระดาษบรู๊ฟเป็นหนังสือที่พิมพ์ก่อนผมเกิดเสียอีก ยังมีอายุยืนยาวมาถึงทุกวันนี้ ขออนุญาตอ้างชื่อหนังสือเล่มนั้นเสียหน่อยนะครับ “คนไทยในฮอลลีวูด” ฉบับสมบูรณ์แบบ โดย สุนทร ชูพันธ์ พิมพ์ครั้งที่ 3 : พฤศจิกายน 2493 ไม่รู้ว่าเก็บไว้นานอย่างหนังสือเล่มนี้ จะเรียกว่า ‘เก็บได้นาน’ หรือเปล่า? ผมไม่ทราบ แต่ผมยืนยันว่าผมอ่านมาแล้ว อย่าได้เอาเหตุผลนี้มาอ้างเลยครับ ฟังไม่ขึ้น

เอาเป็นว่า ใครใคร่พิมพ์อย่างไหนก็พิมพ์ไปเถอะครับ ส่วนคนอ่านก็รับกรรมไป เพราะเป็นผู้ที่อยู่ปลายระบบ รับเคราะห์ไปตามระเบียบ

ต่อไปนี้ซื้อหนังสือต้องระวังแล้วนะครับ อย่าให้เขาหลอกเอาได้ ‘เลือก’ ดูที่เราอยากอ่านจริงๆ อย่าไปอยากอ่านเพราะปกมันสวย พิมพ์กระดาษอาร์ตการ์ดหกสี (มีสีพิเศษ) เนื้อในกระดาษปอนด์ ซับกระดาษสา พิมพ์หน้าคั่นกระดาษสี ฯลฯ อย่าไปให้เขาหลอกนะครับ อย่าไปให้เขาว่าได้ ว่าจนแล้วไม่เจียมกะลาหัว

แต่ถ้าเขาทำหนังสือสวยแล้วหนังสือเล่มนั้นดีจริงๆ เราก็ต้องซื้อ่าน (เขาบังคับเรานี่หว่า) ทนๆ กันไป …

——————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Advertisements
This entry was posted in การอ่าน and tagged , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s