คดีอื้อฉาวของ “BBC” ตัวอย่างที่ควรระวัง

(บางส่วนของเนื้อหาเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน)

วันนี้ได้อ่านบทความในนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด พาดหัวเรื่องของวิกฤตศรัทธาต่อสำนักข่าวอายุเกือบร้อยอย่าง BBC ที่ล่าสุดก็มีเรื่องอื้อฉาวจนผู้อำนวยการข่าวคนปัจจุบัน จอร์จ เอ็นวิสเทิล ต้องประกาศลาออกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ให้สงสัยว่าเรื่องแบบนี้ทำไมไม่ยักเห็นในบ้านในเมืองเราบ้าง

เรามักได้ยินข่าวว่าสื่อถูกคุกคาม สื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม สื่อถูกรังแกและเลือกปฏิบัติจากอำนาจรัฐ ไม่ได้ถือหางฝ่ายใดทั้งสิ้นเพราะครั้งหนึ่งผมเองก็เคยทำงานกับสื่อมาพอสมควร ผมกลับมองย้อนไปว่าที่กล่าวมาทั้งหมด สื่อเองก็เคยเป็นฝ่ายกระทำกับคนอื่นด้วยเช่นกัน

อาชีพสื่อในบ้านเรากำลังถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งด้วยอิทธิพลจากสื่อด้วยกันเอง ที่บางครั้งผมรู้สึกว่าพวกเขากำลังทำเกินกว่าหน้าที่ ก็โดยอาศัยความเป็นสื่อนี่แหละสร้างความชอบธรรมในการทำเช่นนั้น


ครั้งหนึ่งสื่อได้รับบทบาทเป็นผู้ร้าย อย่างในโลกภาพยนตร์สมัยหนึ่งที่เรามักเห็นตัวละครที่เป็นสื่อมวลชนรับบทเป็นพวกสอดรู้สอดเห็นจนก่อให้เกิดหายนะ หรือไม่ก็เป็นตัวละครที่มีนิสัยน่ารังเกียจ จนมาในยุคหลังสงครามอ่าวที่สื่อเริ่มเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นฝ่ายพระเอก ภาพความโหดร้ายในสงครามอ่าวที่ถูกนำเสนอ ทำให้สื่อกลายเป็นตัวแทนของฝ่ายธรรมะที่พยายามตีแผ่ความจริงอันชั่วร้ายของฝ่ายอธรรม จากนั้นมาผมก็เริ่มสังเกตว่าโลกภาพยนตร์ก็เปลี่ยนบทบาทให้ตัวละครที่เป็นสื่อมวลชนกลับกลายเป็นฝ่ายดีไปเสียหมด

ซึ่งผมก็ไม่ลืมว่าภาพยนตร์เองก็เป็นสื่อประเภทหนึ่งเหมือนกัน

และยิ่งมาถึงโลกในยุคสังคมออนไลน์ คราวนี้ทุกๆ คนสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อได้หมด แล้วทีนี้ใครบ้างล่ะที่อยากจะสวมบทผู้ร้าย

ภาพจาก Time.com

บีบีซี เติบโตขึ้นเร็วมากหลังจากเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๑๙๒๒ ในตอนนั้นพวกเขายังเป็นเพียงสำนักข่าวเล็กๆ ที่มีโครงสร้างองค์กรแบบง่ายๆ แต่กระนั้น บีบีซี ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร เมื่อวิทยาการก้าวหน้าขึ้นพวกเขาก็ขยายาอาณาจักรสื่อสารมวลชนให้กว้างขึ้น จนบีบีซีมีขอบเขตการทำงานที่ครอบคลุมสื่อแทบจะครบวงจร

ในช่วงสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บีบีซี มีบทบาทอย่างมาก พวกเขาเป็นสื่อกลางในการนำเสนอข้อมูลสำคัญสู่ประชาชน การออกอากาศสุนทรพจน์ของกษัตริย์แห่งเครือจักรภพ สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิล รวมทั้งบีบีซียังอ้างว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังเคยใช้สถานีข่าวของพวกเขาในการสั่งการถึงนายทหารระดับสูง หรือในช่วงหลังสงครามที่โทรทัศน์เริ่มเข้ามาแทนที่วิทยุ บีบีซีก็ไม่รอช้าที่จะเข้ามามีส่วนร่วม การถ่ายทอดพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธ เมื่อปี ๑๙๕๓ คือความสำเร็จที่ล้นเหลือ เมื่อมีผู้ติดตามชมมากถึงกว่า ๒๐ ล้านคน

บีบีซีสร้างอิทธิพลในวงการสื่อครอบคลุมทุกพื้นที่ของโลกใบนี้ มีผลงานเด่นๆ มากมายนับไม่ถ้วน แต่น่าเสียดายที่ผู้คนกลับเลือกที่จะจดจำข้อผิดพลาดมากว่าข้อดี ซึ่งความผิดพลาดของบีบีซีก็ดันเด่นชัดจนผู้คนจำไม่ลืม

ช่วงปี ๑๙๘๖-๑๙๘๗ บีบีซีงัดข้อกับ นางมากาแร็ต แธ็ตเชอร์ นายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษในสมัยนั้น ในกรณีที่นางสิงห์เหล็กประกาศสงครามกับอาร์เจนติน่าในศึกชิงอำนาจเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ปี ๒๐๐๔ บีบีซีเสนอข่าวว่านายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลร์ สร้างข้อมูลเท็จชี้นำให้สภาเชื่อว่าอิรักครอบครองอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง เพื่อเป็นมูลเหตุให้มีมติส่งกองกำลังทหารเข้าไปอิรัก รัฐบาลอังกฤษไม่ยอมอ่อนข้อ ยืนยันให้บีบีซีออกมาขอโทษต่อการเสนอข่าวที่ว่านี้ แต่บีบีซีนิ่งเฉย สุดท้ายแหล่งข่าวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธก็ฆ่าตัวตาย ซึ่งกระบวนการสืบสวนนั้นระบุชัดเจนว่าขั้นตอนการหาข่าวและการกลั่นกรองข่าวของบีบีซีมีข้อบกพร่อง จนเป็นเหตุให้ประธานบริหารและผู้อำนวยการบริหารของบีบีซีต้องขอลาออก

จิม เซวิลล์ ภาพจาก http://www.bbc.co.uk

ต่อมาบีบีซีก็ยังฉาวอีกหน เมื่อมีการยุติการนำเสนอข่าวการล่วงละเมิดทางเพศกับเยาวชนของ จิมมี่ เซวิลล์ พิธีกรรายการทีวีของบีบีซีเอง (เซวิลล์ เสียชีวิตไปเมื่อปี ๒๐๑๑) สร้างความกังขาให้กับประชาชนอย่างมากว่าบีบีซีจงใจที่จะปิดข่าวนี้ หรือไม่ยอมเสนอข่าวต่อเพราะ เซวิลล์ เคยเป็นคนของบีบีซีเอง หรือกระทั่งข่าวลือที่ว่าบีบีซีระแคะระคายการกระทำดังกล่าวมานานแล้ว แต่ปกปิดเอาไว้เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของสถานี

ล่าสุดบีบีซีก็ทำงามหน้าอีกครั้ง เมื่อรายการข่าวนิวส์ไนท์ (Newsnight) เสนอข่าวการล่วงละเมิดทางเพศกับเยาวชนของนักการเมืองผู้หนึ่ง ซึ่งแม้ข่าวจะไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร แต่กระแสข่าวทั้งหมดก็พุ่งตรงไปยัง อลิสตาร์ แม็ดอัลไพน์ สุดท้ายก็โอละพ่อ เมื่อเหยื่อออกมายอมรับว่าเขาจำผิดตัว

จอร์จ เอ็นวิสเทิล ภาพจาก http://www.guardian.co.uk

แม้ว่า เอ็นวิสเทิล จะออกมาแถลงว่าเขาไม่รู้เนื้อหาของข่าวมาก่อนที่ออกอากาศ แต่นั่นก็ฟังไม่ขึ้น และในตำแหน่งผู้อำนวยการข่าว เขาจึงต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก จึงเกิดคำถามถึงกระบวนการกลั่นกรองข่าวของบีบีซี ไปจนถึงความน่าเชื่อของสำนักข่าวแห่งนี้

ถ้ายึดหลักที่พระพุทธองค์สอนเราไว้นั่นก็คือ กาลามสูตร คำสอนที่ว่าด้วยการไม่ให้เราเชื่อโดยปราศจากการใช้สติปัญญาไตร่ตรอง เช่นนี้ก็คงจะได้ แต่ในยุคสมัยที่ข่าวสารประเดประดังเข้ามาแทบจะทุกนาทีการคัดกรองข่าวสารว่าอะไรจริงหรือไม่จริงคงไม่ใช่เรื่องง่าย

แล้วเหตุการณ์ครั้งนี้สอนอะไรเราบ้าง ในฐานะผู้รับข่าวสารก็คงทำได้เพียงรับข่าวอย่างมีสติ อย่างที่บอกไปเมื่อบรรทัดที่แล้วว่ามันช่างยากเหลือเกินที่จะพิสูจน์ความจริง ในเมื่อทุกคนสามารถเป็นผู้เสนอข่าวได้ทั้งสิ้น แต่นั่นก็คงไม่ใช่เหตุผลที่เราจะต้องเชื่อทุกสิ่งในทันทีและทั้งหมด ส่วนในฐานะคนทำงานที่มีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้บริการ เราก็ต้องพึงระวังการนำเสนอข้อมูลที่ต้องมั่นใจก่อนว่าถูกต้องและเชื่อถือได้จริง

——————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

This entry was posted in ข่าว, สารสนเทศ and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

2 Responses to คดีอื้อฉาวของ “BBC” ตัวอย่างที่ควรระวัง

  1. ปรียานันท์ แซ่ตั้ง says:

    เป็นแนวคิดที่ดีมากค่ะ..ถูกต้องอย่างที่สุด_สร้างกระบวนการกลั่นกรองของตนเอง_อาจต้องใช้_มือขวาถือถ่าน-มือซ้ายถือตะแกรง_เอาไว้กรองข้อมูลที่รับเข้าไป
    ..พอทำไปนานๆ_คุณจะเริ่มรู้สึกเบื่อบ้างเป็นบางช่วงเวลา_ก็ปิดการรับไปบ้างเพื่อพัก..5555

    • stanglib says:

      จริงครับ ทุกวันนี้เรารับข่าวสารมากจนเกินความจำเป็นไปรึเปล่า
      แต่แปลกที่เรารู้เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้
      แต่เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ กลับถูกกลบหมดด้วยเรื่องที่ไม่จำเป็น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s