บรรณารักษ์ชวนดู : S1MONE…จงเสพสื่ออย่างมีสติ

(บางส่วนของเนื้อหาเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน)

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งเขียนถึง “สื่อ” ในกรณีเรื่องอื้อฉาวของการเสนอข่าวที่ผิดพลาดของสำนักข่าวบีบีซี ผมแสดงความเห็นในมุมของผู้รับสารที่จำเป็นต้องมีกระบวนการ “กรอง” ด้วยตนเองก่อนเป็นเบื้องต้น มีผู้อ่านส่งข้อความมาร่วมแสดงความเห็นที่ไปในทางเดียวกัน คือการสื่อสารที่แสนจะว่องไวในยุคนี้ คนรับสารอย่างเราๆ จึงจำเป็นต้องถือตะแกรงเอาไว้ข้างหนึ่ง หรืออาจะสองข้างด้วยซ้ำ เพื่อร่อนเอาตะกอนของความไม่จริง อคติ ข้อบิดเบือนต่างๆ ออกไปให้มากที่สุด แต่คำถามก็ยังคงค้างคาอยู่ว่า แล้วเราจะกรองมันได้อย่างไร

วันนี้เลยนึกสนุกเมื่อคิดถึงเรื่องสื่อขึ้นมา ผมนึกถึงหนังสนุกๆ เรื่องหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของการทำหน้าที่ของสื่อ อาจจะไม่ได้เหมารวมถึงสื่อทั้งหมดนะครับ แต่ก็ถือว่าเป็นตัวแทนของสื่อในยุคที่พวกเขากำลังเล่นบทพระเจ้าที่ชี้นำว่าอะไรดำ อะไรขาว

สื่อ สามารถสร้างให้คนเป็นวีรบุรุษและสร้างให้คนเป็นผู้ร้ายเพียงชั่วข้ามคืน มันก็น่าแปลกที่คนเราสามารถเชื่อถือสื่อได้มากขนาดนี้ ทั้งที่ก็ด่าว่าสื่อไม่เป็นกลาง สื่อหลอกลวง แต่พวกเราก็ยังเสพสื่อกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งที่เพิ่งด่าเขาไปอยู่หยกๆ แถมในยุคสมัยนี้เราเองนั่นแหละที่สวมบทบาทสื่อเองด้วยซ้ำ โดยอาศัยโซเชียลมีเดียอย่างที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี่ไงล่ะครับ

ในวงการภาพยนตร์นั้น มักนำเรื่องราวของ “สื่อ” มานำเสนอในรูปแบบที่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโทรทัศน์ ที่ถูกนำมาวางตัวให้เป็น “ผู้ร้าย” ก็เพราะในยุคที่โทรทัศน์เริ่มถือกำเนิดขึ้น ได้กวาดต้อนเอากลุ่มผู้ชมที่เคยเป็นขาประจำของโรงภาพยนตร์ไปเป็นของตนเองเสียหมดสิ้น ก็ในเมื่อมันสามารถดูกันได้ทั้งครอบครัว ไม่ต้องเสียเวลาออกมาชมถึงโรงภายนตร์ ชาวบ้านชาวช่องก็สามารถนอนดูอยู่บ้านได้ ความที่เข้าถึงผู้ชมได้ดีและขยายฐานได้กว้างกว่านี่เอง จึงกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของบรรดาผู้สร้างหนังไปโดยปริยาย

วงการหนังใหญ่จึงมักจะหยิบเอาสื่อโทรทัศน์มาเป็นผู้ร้าย ทั้งที่ตัวเองก็ถือเป็นสื่อประเภทที่ไม่ต่างอะไรจากโทรทัศน์นัก แต่ก็มีหนังบางเรื่องที่หยิบเอาวงการภาพยนตร์มาเป็นบทผู้ร้ายเสียเอง ไม่ว่าจะเป็น Trueman Show, Ed TV เป็นต้น ทั้งหมดล้วนว่าด้วยเรื่องของการสร้างภาพ หลอกลวง บิดเบือนข้อเท็จจริง (คล้ายๆ บางประเทศ) ซึ่ง S1MONE ที่ผมจะขอเล่าถึงก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก

S1MONE ว่าด้วยเรื่องของผู้กำกับตกอับ วิคเตอร์ ทาแรนสกี้ (อัล ปาชิโน ที่เล่นได้โทรมสุดๆ) ที่กำลังสติแตกหลังจากทำหนังเจ๊งติดต่อกันมาหลายเรื่อง แถมโปรเจคท์ล่าสุดก็ถูกดาราดังขอถอนตัวเสียอีก ขณะที่วิคเตอร์กำลังหัวเสียอยู่นั้น เขาก็ได้พบกับ แฮงค์ โปรแกรมเมอร์สติเฟื่องที่ยื่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ที่เขาสร้างขึ้นให้ โดยแฮงค์หวังว่าวิคเตอร์จะเอามันไปใช้สร้างสรรค์ผลงานที่สุดยอดได้

โปรแกรมที่ว่าก็คือโปรแกรมสร้างภาพเสมือนจริงที่แฮงค์ประดิษฐ์ขึ้นอย่างลับๆ ซึ่งวิคเตอร์ก็เอามันมาสร้างดาราหน้าใหม่แสนสวยที่กลายเป็นที่กล่าวขวัญของใครต่อใคร หนังเรื่องล่าสุดของเขาโด่งดังเป็นพลุแตก จากดาราที่ไม่มีตัวตนจริงๆ ดาราที่วิคเตอร์สร้างขึ้นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เขาตั้งชื่อว่า ซิโมน (Simone มาจาก Simulation One)

เมื่อหนังมันดัง วิคเตอร์ก็ปล่อยเลยตามเลย เขาโกหกคนทั้งฮอลลิวู้ดว่า ซิโมน มีตัวตนอยู่จริงๆ แต่ไปๆ มาๆ มันไม่ใช่แค่ฮอลลิวู้ดน่ะสิ ซิโมนกลายเป็นดาราขวัญของคนทั้งโลก วิคเตอร์ต้องรับมือกับคนทั้งโลกเสียแล้ว เขาจะแก้ปัญหานี้อย่างไรล่ะเนี่ย

หนังแดกดันความบ้าบอของชาวโลกที่ไปคลั่งไคล้ใครที่ไหนก็ไม่รู้ ใครซักคนที่ถูก “ผู้สร้างสื่อ” อย่างวิคเตอร์อุปโลกน์ขึ้นมา ด้วยความคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตานี่เองที่ทำให้ผู้คนมองข้ามความจริงที่ว่า ไม่เคยมีใครเคยพบซิโมนตัวจริง ไม่เคยมีใครรู้ที่มาที่ไปของเธอ หรือแม้กระทั่งดาราร่วมแสดงที่ไม่เคยเข้าฉากกับเธอจริงๆ ซักครั้ง

วิคเตอร์หลอกได้แม้กระทั่งสื่อด้วยกัน อย่างฉากที่เขาทำฟอร์มคุยโทรศัพท์กับซิโมน ทั้งที่เขาพูดอยู่กับโทรศัพท์เปล่า พวกนักข่าวที่ดักฟังอยู่ก็ยังคิดไปว่า เขาคงใช้รหัสลับหรือปล่อยสัญญาณบางอย่างมารบกวนการดักฟัง (คิดไปได้) หรือตอนที่พวกนักข่าวแอบเข้าไปห้องพักของซิโมน ที่วิคเตอร์จัดฉากหลอกๆ ไว้ นักข่าวจิตแตกคนหนึ่งถึงกับลงไปนอนเกลือกกลิ้งกับเตียงที่เขาคิดเอาว่าซิโมนเคยนอนอยู่ หรือเอาแปรงสีฟัน (ที่เขาคิดเอาว่าซิโมนเคยใช้) มาจูบ ทั้งที่วิคเตอร์เพิ่งทำในตกลงไปในชักโครกแท้ๆ … แหวะ

ความงมงายหลงใหลของผู้คนเห็นได้ชัดในตอนที่ซิโมนเปิดแสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าคนดูเรือนแสนในสเตเดี้ยม และอีกนับล้านจากการถ่ายทอดสดทั่วโลก โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นคือของปลอม วิคเตอร์ถึงกับเอ่ยปากว่า “หลอกคนเป็นแสนให้เชื่อน่ะ ง่ายกว่าหลอกคนๆ เดียวให้เชื่อซะอีก”

เมื่อเขาเป็นผู้สร้างซิโมนจนดังเป็นพลุแตก เธอเข้าชิงออสการ์ดารานำหญิงจากภาพยนตร์ ๒ เรื่อง แล้วก็ได้รางวัลซะด้วย วิคเตอร์หวังว่าใครต่อใครจะหันมาฟังเขาบ้างในฐานะผู้กำกับ แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ซิโมน หรือแม้กระทั่งตัวซิโมนเองก็ไม่ได้เห็นวิคเตอร์อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ในฉากที่ซิโมนขึ้นรับรางวัล เธอกล่าวขอบคุณใครต่อใคร แต่เธอไม่ได้พูดถึงวิคเตอร์เลยซักแอะ … ทั้งที่เขาเองนั่นแหละเป็นคนยัดบทพูดใส่ปากของซิโมนเองแท้ๆ แต่กลับลืมให้เธอกล่าวขอบคุณตัวเอง ก็เพราะวิคเตอร์คือซิโมน และซิโมนก็คือวิคเตอร์น่ะสิ

ท้ายสุดวิคเตอร์ก็เริ่มสติแตก เขาตัดสินใจจะยุติความบ้าบอทุกอย่าง โดยเอาแผ่นดิสก์ทั้งหมดไปทิ้งทะเลและประกาศว่าซิโมนเสียชีวิตแล้ว ท่ามกลางความตกตะลึงและโศกเศร้าของคนทั้งโลก (ย้ำว่าทั้งโลกนะ) ถึงกับมีการสร้างหลุมศพใหญ่โตสวยงามไว้เป็นอนุสรณ์ ทั้งที่ข้างในมีแต่โลงเปล่าๆ จากที่คิดว่าเรื่องราวจะจบลง กลับกลายเป็นว่ายิ่งทวีความโกลาหลมากขึ้นไปอีก แล้ววิคเตอร์จะจัดการยังไงต่อไปดีล่ะ

หนังล้อเลียนพฤติกรรมการคลั่งไคล้คนดังได้อย่างน่าสมเพช ความจริงแล้วไม่ใช่เพียงเฉพาะบรรดาเซเลบเท่านั้น ไม่ว่าข่าวอะไรก็ตาม เรื่องอะไรก็ตาม ลงถ้าคนมันจะเชื่อแล้ว ก็ไม่มีอะไรมาหยุดได้ ซึ่งมันก็คืออิทธิพลของสื่อผสมกับคนรับสื่อที่ขาดสติไตร่ตรอง ถามว่ามันก่อความเดือดร้อนให้ใครไหม ถ้าแค่บ้าดาราผมว่าก็คงพอจะรับไหวอยู่ แต่กับบางเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงกับความเป็นความตายของสังคม แบบนี้มันก็น่าจะหยุดพิจารณากันให้รอบคอบเสียก่อนก็ดีนะครับ

เมื่อก่อนนั้นจะมีคนอยู่จำพวกหนึ่งที่ขยับปากพูดอะไรก็เป็นข่าวแล้ว แต่เดี๋ยวนี้คนจำพวกนั้นกลายเป็นคนทุกคนที่สามารถเป็นข่าวได้โดยไม่ต้องขยับปากพูดด้วยซ้ำ อาศัยสื่อเทคโนโลยีที่แสนจะทันสมัยก็สามารถเสกให้ทุกคนกลายเป็นผู้สื่อข่าวได้แล้ว แถมยังสร้างปรากฏการณ์ที่น่าเหลือเชื่อมากมาย (ทั้งดีและไม่ดี) ใครจะเชื่อว่าคุณป้าซูซาน บอยล์ จะดังชั่วข้ามคืน ใครจะนึกว่าท่าเต้นกังนัมสไตล์จะฮิตไปทั่วโลก นี่แหละอิทธิพลของสื่อที่เสกให้คนธรรมดากลายเป็นเทวดาด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว

สรุปว่าจงใช้สื่ออย่างพอเพียงและมีสติครับ ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานผู้ส่งหรือผู้รับก็ตามที เพราะทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเลือกทางไหน

——————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

This entry was posted in บรรณารักษ์ชวนดู and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s