กว่าจะได้อ่าน “หนังสือ” : ตอนที่ ๑ เรื่องของคนเขียน

ในปี ๒๕๕๖ อีกไม่ช้าไม่นานนี้ กรุงเทพเมืองฟ้าอมรของเราก็กำลังจะกลายเป็น “เมืองหนังสือโลก” ผลการสำรวจล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็ยืนยันแล้วว่าในที่สุดเมื่อปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา คนไทยก็อ่านหนังสือจบเล่มเสียที คือคนไทยมีสถิติอ่านหนังสือกันเฉลี่ย ๒-๕ เล่มต่อคนต่อปี หลังจากที่เราหลงเข้าใจผิดกันมาเสียนานว่าคนไทยอ่านหนังสือ ๘ บรรทัดต่อคนต่อปี และงานหนังสือที่จัดเป็นประจำทุกปีที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติฯ ในปีนี้ผู้คนก็ยังแออัดยัดทะนานกันเช่นเดิม แบบนี้จะเรียกว่าคนไทยไม่รักการอ่านอีกหรือนี่ ประเดี๋ยวตีตายเลย

แล้วสงสัยกันบ้างไหมครับว่าหนังสือแต่ละเล่มนั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไร กว่าที่จะมาถึงมือเรานั้นต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง กว่าที่เราจะได้อ่าน “หนังสือ” สักเล่ม


แน่นอนว่าก็ต้องมีคนเขียนให้เราอ่านสิครับ ตรงนี้ใครๆ ก็คงเข้าใจกันนะครับ ผมคงไม่อธิบายล่ะว่าเขาเขียนกันอย่างไร เพราะคุณเองก็เขียนได้ ขอเพียงเริ่มต้นเขียนซักที ไม่ใช่มัวแต่จินตนาการอยู่ในหัว ครั้งหนึ่ง “หนุ่มเมืองจันท์” คุณสรกล อดุลยานนท์ คอลัมนิสต์เนื้อหอมแห่งค่ายมติชน ท่านเคยแวะเวียนมาพูดคุยในงานมหกรรมหนังสือ มหิดล-พญาไท บุ๊คแฟร์ ถึงสองครั้ง เคยเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า หลายคนอ่านหนังสือของคนอื่นแล้วก็วิจารณ์ว่า แบบนี้ใครๆ ก็เขียนได้ คุณหนุ่มเมืองจันท์บอกเลยว่า ถ้ายังไม่ได้ลองเขียนก็อย่าเพิ่งนึกว่าจะเขียนได้ ตอนที่มันอยู่ในหัวน่ะ อะไรๆ มันก็ดูง่าย แต่พอจรดปากกาลองเขียนดูซักบรรทัด (หรือจะเคาะแป้นคอมพิวเตอร์ก็สุดแท้แต่) ก็จะเข้าใจเลยว่ามันไม่ง่าย

แต่คุณหนุ่มเมืองจันท์ก็ยืนยันนะครับว่า ใครๆ ก็เขียนได้จริง ถ้าลงมือเขียนจริงๆ (งงมั้ย)

ลองนึกย้อนไปสมัยที่เราเขียนข้อสอบส่งอาจารย์สิครับ วิชาประเภทที่ต้องเขียนบรรยายน่ะ กว่าจะเขียนได้ซักย่อหน้านึงใช้เวลากันนานไหมครับ บางทีคำตอบอยู่ในหัวแล้วล่ะ แต่การที่จะกลั่นออกมาเป็นประโยคนี่มันไม่ง่ายเลย แล้วถ้ายิ่งมาเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ หรือเอาแค่บทความซักคอลัมน์นึงนี่ก็ลำบากไม่น้อยนะครับ ดังนั้นถ้าอยากจะเขียนได้เก่งก็ต้องฝึกฝน เขียนมันทุกวัน อ่านเยอะๆ เพราะการอ่านมากๆ ก็เหมือนเป็นการสะสมวัตถุดิบ เมื่อถึงเวลาจะใช้มันก็จะปิ๊งแว้บออกมาให้เราได้เหมือนกัน

แม้กระทั่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย เรื่องความรู้ความสามารถนั้นผมเชื่อว่าเป็นของจริง แต่การที่จะเรียบเรียง กลั่นกรองออกมาเป็นตำราให้เราได้เรียนนั้นไม่ง่ายนะครับ จึงไม่แปลกที่อาจารย์เก่งๆ บางท่าน เขียนตำราไม่ได้หรือเขียนแล้วอ่านไม่เข้าใจ

ถ้าจะลองหัดเขียนดูก็แนะนำให้ลองเขียนข่าวครับ ข่าวที่เราอ่านในหนังสือพิมพ์นั่นแหละครับคือตัวอย่างที่ดีที่สุด ลองอ่านดูนะครับเราจะแยกออกเป็นส่วนๆ ได้ก็คือ โปรยข่าว เนื้อข่าว และสรุป ถ้าอ่านอย่างเร็วๆ ก็คืออ่านแค่โปรยข่าวย่อหน้าแรกเราก็จะได้ใจความครบถ้วนว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนต่อมาจะเป็นรายะเอียดว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง ซึ่งจะยาวเหยียดขนาดไหนก็แล้วแต่เนื้อข่าว จากนั้นค่อยสรุปส่งท้าย เวลาเราเขียนเองจริงๆ ก็ต้องให้ได้ตามวัตถุประสงค์คือสื่อใจความหลักๆ ให้ได้ ให้คนอ่านเข้าใจว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร ดังนั้นการฝึกเขียนข่าวแบบสั้นๆ จึงเป็นบทเรียนที่ผมแนะนำให้ใช้ จากนั้นก็จึงเริ่มใส่บทบรรยายรายละเอียด เติมสีใส่ไข่ก็ว่ากันไป พอคล่องแล้วก็ลองเขียนอะไรที่ยาวขึ้น ถ้าขยันค้นคว้าเราก็จะได้ข้อมูลเป็นวัตถุดิบมากมาย จากนั้นก็นำมาเรียบเรียงให้เป็นสไตล์ของเราเอง

แต่วันนี้ผมจะขอนำเสนอนักเขียนประเภทหนึ่งที่ทำตัวเหมือนมือปืนรับจ้างครับ คือใครจ้างให้เขียนก็เขียน แถมบางครั้งยังเขียนเรื่องของคนอื่นราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง พวกเขาเป็นผีครับ เป็นนักเขียนผี หรือที่เรียกโก้ๆ ว่า โกสต์ไรเตอร์ (Ghost Writer) ซึ่งก็มีหลายรูปแบบครับ แต่โดยรวมแล้วมันก็คือการเขียนแทนคนอื่นนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเขียนเรื่องตามที่คนจ้างเขาให้เขียน หรือเขียนเรื่องของใครสักคนแทนคนๆ นั้น เพราะคนๆ นั้นอาจเขียนไม่ได้ เขียนไม่เก่ง เขียนไม่สนุก

ผมเองก็มีประสบการณ์เป็นผีกับเขาเหมือนกัน ผมจะเขียนเรื่องแทนคนอื่นโดยเขาจะให้หัวข้อมาว่าจะให้เขียนเรื่องอะไร ผมมีหน้าที่หาข้อมูลเองแล้วก็เขียนไปตามใบสั่ง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเขียนในสไตล์ที่เหมือนกับคนจ้าง เพื่อที่คนอ่านจะได้จับไม่ได้ว่าเป็นคนอื่นเขียน ผลงานประเภทนี้พบได้ทั่วไปครับ โดยเฉพาะถ้าเจ้าของผลงานนั้นเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง คนเหล่านี้จริงๆ เขาเขียนได้ครับ แต่เขาจะไม่มีเวลาเขียนด้วยงานการที่รัดตัวหรือไม่ว่างจริงๆ ซึ่งคนอ่านบางทีก็ดูไม่รู้หรอกครับว่าเขียนเองจริงรึเปล่า ถ้าไปสอบถามถึงเรื่องนั้นๆ เขาก็จะตอบได้ปรุโปร่งเพราะความเป็นจริงเขามีความรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี เพียงแต่ไม่ว่างพอจะเขียนเท่านั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็นับว่าสนุกและท้าทายดีนะครับ แต่ยากตรงที่ต้องเขียนให้ทันกำหนดเวลาซึ่งมักจะกระชั้นแบบวินาทีสุดท้ายเสมอ

แต่โกสต์ไรเตอร์อีกประเภทหนึ่งที่น่าสนุกกว่าและทำเงินได้ดีกว่า คือคนที่รับจ้างเขียนเรื่องราวชีวิตแทนใครซักคน เสมือนว่าเขาคนนั้นเขียนด้วยตนเอง ซึ่งผมว่าพวกเขาเก่งมากๆ ที่เขียนชีวิตของคนอื่นราวกับเป็นชีวิตตัวเอง แล้วยังเขียนสนุก น่าติดตาม และเนียนเสียจนหลายคนนึกว่าเจ้าตัวเป็นคนเขียนเอง ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่พ้นหนังสือเกี่ยวกับคนดัง มีอยู่ช่วงหนึ่งถ้าพอจะสังเกตกันได้ที่คนดังทั้งหลายต่างพาเหรดกันออกหนังสือส่วนตัว ทั้งประเภทชีวประวัติ แฉชีวิตโน่นนั่นนี่ เจาะลึกประเด็นนู่นนี่ ก็จะมีพวกดารา นักร้อง นักการเมือง หรือใครก็ได้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็ออกพ็อกเก็ตบุ๊คขายดิบขายดีกันเป็นแถว

ด้วยความเคารพนะครับ ผมยังเชื่อว่าคนดังหลายท่านนั้นมีความสามารถเขียนได้จริงๆ ครับ และหลายท่านก็เขียนเองจริงๆ ด้วย แต่หลายท่านไม่มีเวลาเขียน เลยต้องจ้างโกสต์ และหลายท่านที่เขียนไม่ได้จริงๆ แต่อยากออกหนังสือ ก็เลยต้องจ้างโกสต์เช่นกัน ดังนั้นขอให้เป็นที่เข้าใจนะครับว่าผมไม่ได้มีเจตนาดูแคลนฝีมือของใครทั้งสิ้น เพียงแต่ขออนุญาตเล่าให้ทราบเป็นความรู้ว่าอาชีพแบบนี้มันมีอยู่จริงๆ

โกสต์คนหนึ่งที่เคยเขียนแทนให้คนดังมากๆ แล้วยังขายดีติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ซะด้วยเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ซึ่งผมจะขอหยิบยกมาเล่าให้ฟังอีกต่อหนึ่งนะครับ เขาเล่าว่าขั้นตอนการทำงานก็ไม่ยุ่งยาก ก่อนอื่นก็ต้องได้ข้อมูลของคนดังคนนั้นเสียก่อนเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น (ส่วนจะลึกจะลับเพียงใดเขาไม่ได้เล่า) จากนั้นก็ไปพบเพื่อพูดคุยกันว่าจะให้เขียนแนวไหน ให้ออกมาอารมณ์ไหน ให้เจาะประเด็นไหน ซักถามข้อมูลเพิ่มเติม เกร็ดชีวิตต่างๆ ที่พอจะเอามาสร้างสีสันให้หนังสือได้ ถ้าเป็นคนดังมากๆ ก็ไม่ยากเพราะเรื่องราวของคนดังย่อมเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว

เขายอมรับว่าเนื้อเรื่องจริงๆ นั้นอาจมีไม่ถึงหนึ่งในสาม … ไม่สิ ไม่ถึงหนึ่งในสี่ ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของโกสต์ที่ต้องบรรเลงเอง แต่ต้องให้เนียนและสร้างความน่าสนใจ ซึ่งมันช่วยไม่ได้จริงๆ ไม่งั้นใครมันจะอยากอ่านล่ะครับ จึงไม่แปลกที่เวลาเราอ่านหนังสือของคนดังๆ แล้วรู้สึกว่าชีวิตช่างน่าตื่นเต้นและอัศจรรย์ดีเหลือเกิน ราวกันอ่านนิยายอยู่ก็ไม่ปาน อันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนดังประเภทดารานักร้อง ถ้าเป็นคนดังกลุ่มอื่นๆ อย่างนักธุรกิจ นักการเมือง ก็อาจจะไม่โลดโผนนัก เพราะอารมณ์มันจะต่างกัน แต่อาจจะหันไปเน้นที่สำนวนการเขียนหรือกลวิธีการนำเสนอมากกว่าตีไข่ใส่เนื้อให้มันโจนทะยาน

มีบ้างเหมือนกันที่คนดังบางคนพยายามเขียนเอง แต่พอส่งมาให้กอง บก. ดูแล้วเล่นเอาปวดหัวไปทั้งกอง เพราะต้องรีไรต์ใหม่หมด ก็อย่างที่เล่าในตอนต้นไงครับ การเขียนอะไรยาวๆ นี่ไม่ใช่ง่าย แต่ทำไงได้ อยากให้หนังสือออกทันงานสัปดาห์หนังสือ ไม่งั้นเดี๋ยวไม่เป็นข่าว อดแจกลายเซ็นให้แฟนๆ (ฮา)

เรื่องของโกสต์ไรเตอร์ยังมีอีกมาก แต่เกรงว่าจะผิดวัตถุประสงค์ไป เอาแค่หอมปากหอมคอเป็นความรู้ละกันครับว่าหนังสือที่เราอ่านกันนั้นมันถูกเขียนโดยใคร ใช่คนที่อยู่บนหน้าปกจริงๆ รึเปล่า คราวหน้าจะมาเล่าต่อถึงเรื่องการเอาต้นฉบับมาทำให้เป็นรูปเล่มว่าเขาทำกันอย่างไร

——————————————————————————————————————————

ผมเป็นคนที่อยู่กับหนังสือมาอย่างน้อยก็เกินครึ่งชีวิตล่ะ ทุกวันนี้ก็กินนอนอยู่กับมัน ถึงจะไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตหนังสือโดยตรง แต่ก็พอจะมีประสบการณ์มาบ้าง ในฐานะอาชีพบรรณารักษ์ที่คงแยกจากหนังสือลำบาก จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ทั้งที่ทำมาเองและจากการค้นคว้า ให้ท่านที่สนใจได้ศึกษา หวังว่าความรู้เล็กน้อยที่ผมพอจะมีติดตัวบ้างนี้อาจจะเป็นประโยชน์บ้างสักนิดหน่อยก็ยังดี

อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

This entry was posted in หนังสือ and tagged , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s