กว่าจะได้อ่าน “หนังสือ” : ตอนที่ ๓ เรื่องของกระดาษ

จะทำหนังสือมันก็ต้องใช้กระดาษน่ะสิครับ ถ้าเป็นไปได้ก็ทำเป็น e-books ก็ได้นะครับ จะได้ช่วยกันประหยัดกระดาษ ลดการตัดไม้ทำลายป่า ลดโลกร้อน แต่ก็กินพลังงานอยู่ดีนะ เอาเถอะ เดี๋ยวนี้มันก็เป็นโลกดิจิตอลกันอยู่แล้ว ทำเป็น e-book มันก็เก๋ดีไม่หยอก แต่ถ้าจะทำเป็นตัวเล่มก็ลองเลือกกระดาษที่เหมาะสมกันด้วยนะครับ

ไม่ว่ากระดาษแบบไหน ถ้าสำหรับโรงพิมพ์แล้ว
เขาจะสต๊อกกันเป็นม้วนมหึมาแบบนี้ทั้งนั้นครับ

แล้วจะใช้กระดาษแบบไหนดีล่ะ? ก็ตามใจชอบสิครับท่าน …  ก็จริงนะครับ ท่านอยากใช้กระดาษแบบไหนก็ตามใจสิครับ แต่ท่านก็ต้องเลือกประเภทกระดาษให้เหมาะสมกับเนื้อหา รูปแบบ และงบประมาณ (อันนี้สำคัญ) ปัญหาก็คือท่านรู้จักกระดาษแบบไหนบ้างล่ะ และแบบไหนมันเหมาะสำหรับทำอะไร

กระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์นั้นมีหลากหลายครับ ถ้าขี้เกียจทำความรู้จัก ท่านก็หยิบหนังสือเล่มที่ท่านชอบเอาไปให้โรงพิมพ์เขาดูเลย ว่าฉันจะเอาแบบนี้ แค่นี้ก็จบเรื่อง แต่มาทำความรู้จักกันไว้หน่อยก็ไม่เสียหลายนะ

กระดาษบรู๊ฟ    


หรือ Newsprint ก็เพราะเขาเอามาใช้ทหนังสือพิมพ์นั่นเอง เป็นกระดาษที่เนื้อเบาบาง เพียง ๔๐-๕๐ แกรม  ต้นทุนต่ำ ราคาถูก เหมาะสำหรับงานทำแล้วทิ้งประเภทใบปลิวที่ไม่ต้องการความงดงามนัก (กระดาษบรู๊ฟนี่สมัยผมเด็กๆ เขาเรียกว่ากระดาษห่อขนมปัง ก็สมัยโน้นเขาเอามาห่อขนมปังจริงๆ นะครับ หรือในปี๊บขนมปังเขาก็เอากระดาษบรู๊ฟนี่แหละมารอง)  เจ้ากระดาษบรู๊ฟแบ่งออกได้เป็น

กระดาษบรู๊ฟเหลือง ชื่อบอกอยู่แล้วว่ามีสีเหลือง เพราะไม่ได้ผ่านการฟอกสี ราคาถูกสุดๆ เอาไว้ผลิตสิ่งพิมพ์ที่เตรียมทิ้ง ประเภทอ่านแล้วทิ้งได้ไม่ต้องคิดมาก เก็บไว้นานวันจะเหลือง กรอบ ป่น ความทนทานต่ำ ฉีกเบาๆ ก็กระจุย ที่คุ้นเคยกันดีก็คือหนังสือพิมพ์รายวันที่เราอ่านนี่แหละครับคือกระดาษชนิดนี้

กระดาษบรู๊ฟขาว คุณภาพเหมือนกระดาษบรู๊ฟเหลือง เพียงแต่มันเป็นสีขาวจึงทำให้ดูมีราคาขึ้นมาหน่อย ใช้พิมพ์หนังสือก็ได้ ทำจุลสาร จดหมายข่าวก็เหมาะ ถ้าเก็บไว้นานวันก็จะเหลือง กรอบ เช่นเดียวกัน

กระดาษบรู๊ฟมัน เพราะมีผิวหน้าที่เป็นมันมากกว่าสองชนิดแรก ความบอบบางก็ใกล้เคียงกันแต่จะทนทานกว่านิดนึง เก็บไว้ได้นานกว่า ราคาก็ถูกพอกัน จึงเอามาผลิตเป็นหนังสือได้ดี

กระดาษปอนด์   


เป็นกระดาษที่ไม่ได้เคลือบผิวหน้า มีสีขาว สว่าง จึงเหมาะสำหรับใช้ในงานพิมพ์เป็นที่สุด มีความเหนียวทนทานพอใช้ได้ พิมพ์สีก็เหมาะ หรือจะสีเดียวก็ได้ มีหลายรูปแบบแบ่งตามน้ำหนัก ที่รู้จักกันดีก็คือกระดาษ A4 ที่เราใช้กันทุกวันนี่แหละครับ นั่นคือกระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม ไม่หนาหรือบางเกินไป จำนวนแกรมที่ต่ำ กระดาษก็จะบางและทนทานต่ำ ส่วนแกรมที่มากขึ้น กระดาษก็จะหนาขึ้น ถ้าจะพิมพ์หนังสือก็ใช้ขนาด ๘๐ แกรม จนถึง ๑๐๐ แกรม หรือมากกว่านั้นก็ตามแต่ชอบ ถ้าเลือกใช้กระดาษที่บางเกินไปก็อาจจะมองทะลุไปอีกด้านได้ ทำให้อ่านไม่สบายตา

กระดาษอาร์ต  


เป็นกระดาษที่เนื้อแน่น หนา เคลือบผิวหน้าด้วยสารเคมี จึงมีความมัน แต่ว่าจะมันเฉพาะผิวหน้านะครับเพราะเนื้อข้างในก็ยังเป็นกระดาษธรรมดา ด้วยความมันนี่เองทำให้เหมาะที่จะใช้พิมพ์สี่สี แต่ความจริงกระดาษอาร์ตก็มีแบบด้านเหมือนกัน แล้วยังแบ่งย่อยได้อีกหลายประเภท ถ้าจะเอามาพิมพ์หนังสือก็ได้ หนังสือก็จะดูมีราคาขึ้นมาทันที สีจะสวยสด ควรเลือกใช้ประมาณ ๘๐-๑๒๐ แกรม ถ้าหนามากขึ้นก็จะใช้ทำปก อย่างปกพ็อกเก็ตบุ๊คทั่วไปก็คือกระดาษอาร์ตประมาณ ๑๖๐ แกรม

กระดาษถนอมสายตา


กำลังเป็นที่นิยมกันมาก อ่านแล้วสบายตาเพราะว่ามันลดการสะท้อนแสง คุณภาพของเนื้อกระดาษก็ซับหมึกได้ดี มีความหนากว่ากระดาษปกตินิดนึง แต่ว่าน้ำหนักเบา สีของกระดาษจะออกสีเหลืองนวล มักนำมาใช้กับหนังสือที่มีเนื้อหาต้องอ่านมากๆ ถึงจะมีภาพสี่สีก็ไม่ได้เพี้ยนหรือดูขี้เหร่ มีราคาสูงกว่ากระดาษปอนด์นิดหน่อย แต่ถ้าพิมพ์จำนวนมากๆ ราคาก็แทบจะเท่ากัน ดังนั้นคนทำหนังสือส่วนใหญ่จึงมักเลือกใช้กระดาษชนิดนี้

นี่ว่ากันแค่กระดาษสำหรับงานพิมพ์หนังสือนะครับ กระดาษสำหรับงานพิมพ์ประเภทอื่นก็มีอีกมากมาย อย่างการ์ดต่างๆ กระดาษพิมพ์จดหมาย กระดาษซับ รองปก กระดาษสา ฯลฯ  สุดแท้แต่ท่านจะเลือก ถ้าสงสัยหรือเลือกไม่ถูกก็สอบถามโรงพิมพ์ได้เลยครับ ผู้เชีย่วชาญเขาจะมีตัวอย่างให้และแนะนำเราได้

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

ถ้าผมทำ ใบปลิว ประเภทที่อ่านแล้วทิ้งเลย เอาแบบสี่สีด้วย คือถึงจะทิ้งแต่ก็ขอสวยไว้ก่อน ผมจะเลือกใช้กระดาษปอนด์ ๖๐ แกรม กระดาษจะบาง พิมพ์แล้วมองทะลุได้ ถ้าพิมพ์สี่สีก็น่าจะพิมพ์หน้าเดียวพอ แต่ถ้าไม่รังเกียจ จะพิมพ์สองหน้าก็ได้ แต่ถ้าให้เหมาะก็พิมพ์สีเดียวจะลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แต่ถ้าเป็นใบปลิวที่เอาสวยหน่อย ดูดีหน่อย ก็เลือกใช้กระดาษอาร์ตมันหรือด้านก้ได้ สัก ๑๐๐ แกรมนิดๆ ก็ได้ ซัดไปเลยสีสี่เต็มๆ สามารถพิมพ์ได้สองด้าน

ถ้าทำ สูจิบัตร เอาแบบสี่สี เอาแบบสวยๆ เหมือนสูจิบัตรงานอีเวนต์ต่างๆ หรือโบรชัวร์สวยๆ แบบนี้จะเลือกใช้กระดาษอาร์ตมันหรือด้านก็ได้ ประมาณ ๑๓๐-๑๖๐ แกรม ถ้าใช้แบบอาร์ตมัน งานจะออกมาวิ้ง สวย แจ่ม ความหนาของกระดาษนั้นถ้าเพิ่มความหนาขึ้นงานก็จะดูน่าเก็บและมีราคา แต่ก็อย่าลืมว่าต้นทุนก็สูงตามนะครับ และถ้าเลือกใช้กระดาษแบบนี้ก็ทำสี่สีเลยครับ อย่าเขียมใช้สีเดียว มันไม่สวย

ถ้าทำ โปสเตอร์โฆษณา เอาซัก A3 ขึ้นไป แบบนี้ผมจะเลือกกระดาษอาร์ตมันหรือด้าน เอาซัก ๑๐๐ หรือ ๑๐๕ แกรม ก็กำลังดี จะเหมือนกันโปสเตอร์โฆษณาที่เขาติดตามร้านค้าหรือสรรพสินค้านั่นแหละครับ ถ้าทุนมากหน่อยก็เลือกแบบที่หนาหน่อย ถ้าทุนพอปานกลาง เอาแบบผมก็พอได้ครับ

เหล่านี้เป็นตัวอย่างความรู้และประสบการณ์ของผมเอง ท่านอาจจะเลือกต่างจากผมก็ได้นะครับ อันนี้แล้วแต่จุดประสงค์ในการผลิต แต่ถ้ามือใหม่ไม่รู้เรื่องจริงๆ แนะนำว่าคุยกับโรงพิมพ์เขาเลยครับ เขายินดีอยู่แล้ว

คราวหน้าจะมาคุยเรื่องขนาดกระดาษกันบ้างว่าเราจะทำหนังสือขนาดไหนกันดีถึงจะเหมาะสม
——————————————————————————————————————————

ผมเป็นคนที่อยู่กับหนังสือมาอย่างน้อยก็เกินครึ่งชีวิตล่ะ ทุกวันนี้ก็กินนอนอยู่กับมัน ถึงจะไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตหนังสือโดยตรง แต่ก็พอจะมีประสบการณ์มาบ้าง ในฐานะอาชีพบรรณารักษ์ที่คงแยกจากหนังสือลำบาก จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ทั้งที่ทำมาเองและจากการค้นคว้า ให้ท่านที่สนใจได้ศึกษา หวังว่าความรู้เล็กน้อยที่ผมพอจะมีติดตัวบ้างนี้อาจจะเป็นประโยชน์บ้างสักนิดหน่อยก็ยังดี

อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Advertisements
This entry was posted in หนังสือ and tagged , , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

2 Responses to กว่าจะได้อ่าน “หนังสือ” : ตอนที่ ๓ เรื่องของกระดาษ

  1. ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ ค่ะ

  2. janie says:

    ดีมากเลยค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s