บรรณารักษ์ชวนรู้: ๓๕ ปี ซีไรต์ … ยังไม่ไร้หวังกับวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย

ข้อเขียนนี้ส่วนหนึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล

กรุงเทพมหานคร เพิ่งได้รับมอบตำแหน่ง “เมืองหนังสือโลก” อย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง เป็นภาระอันใหญ่หลวงนะครับสำหรับผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ไม่ได้หมายถึงเฉพาะบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ผลักดันจนกรุงเทพได้เป็นเมืองหนังสือโลก แต่หมายถึงเราชาวไทยทุกคน อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะเจาะจงแค่กรุงเทพ ทั่วทั้งประเทศก็ไม่ควรละเลย เราทุกคนต่างรู้ดีถึงความสำคัญของการอ่าน ดังนั้นจงลงมืออ่านกันเสียทีครับ อย่าให้ใครมาดูถูกเราได้ว่านี่หรือคือเมืองหนังสือ

282199_252475624778863_170245509668542_1103605_4000924_nทำความเข้าใจกันก่อนว่าการได้ตำแหน่งเมืองหนังสือโลกนั้น เขาไม่ได้มอบให้แก่เมืองที่มีคนอ่านหนังสือเยอะๆ แต่เขาพิจารณาจากแผนงานและการมีส่วนร่วมของคนในสังคม ในการที่จะผลักดันและส่งเสริมให้ประชาชนอ่านหนังสือกันมากๆ รวมไปถึงการมีบทบาทในกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือทุกอย่าง ซึ่งเมืองหลวงของเราค่อนข้างพร้อมในทุกๆ ด้านนั่นเอง

ดังนั้นในช่วงปีนี้ชาวกรุงเทพจึงอาจพบเห็นอีเวนต์เกี่ยวกับการอ่านมากสักหน่อย ผมว่าดีนะครับ ยังดีกว่าจัดแต่อีเวนต์ประกวดประขันแย่งกันเป็นดารามากโขเลย

sea001งานนิทรรศการ ๓๕ ปี ซีไรต์ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถึงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๕๖

ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มีการจัดงานครบรอบ ๓๕ ปี ซีไรต์ ถ้าเป็นคนล่ะก็ ซีไรต์ ก็เป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์เชียวล่ะ ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านอุปสรรคมาไม่น้อย แต่ซีไรต์ก็ยังยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้และได้รับการยอมรับในระดับสากล (แม้ว่าจะมีมุมมืดเล็กๆ บ้างในบางครั้ง) เป็นรางวัลเกียรติยศที่นักเขียนให้ความสำคัญ ไม่แพ้นักอ่านที่กระหายอยากจะอ่านทุกครั้งเมื่อประกาศผลออกมา

รางวัลซีไรต์ หรือชื่อเต็มๆ ว่า รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (Southeast Asian Writers Award) เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๒ มอบให้กับนักเขียนผู้มีผลงานดีเด่นจากประเทศสมาชิก ในยุคแรกนั้นประกอบด้วยสมาชิกเพียง ๕ ชาติ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย หลังจากนั้นจึงเพิ่มประเทศสมาชิกจนครบ ๑๐ ประเทศในปี ๒๕๔๒

13557426721355742858l

แล้วรางวัลซีไรต์ได้มากจากไหน *

คณะกรรมการคัดเลือก  (SELECTION COMMITTEE)  มีจำนวน ๗ ท่าน ประกอบด้วย ผู้แทนจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ ๓ ท่าน ผู้แทนจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ๓ ท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรม ๑ ท่าน ให้คณะกรรมการคัดเลือกกันเองเป็นประธานหนึ่งคน  คณะกรรมการคัดเลือกมีหน้าที่รับงานวรรณกรรมที่มีผู้เสนอเข้าพิจารณา และพิจารณาคัดเลือกให้เหลือไม่เกิน ๗ เรื่อง เสนอต่อคณะกรรมการตัดสิน

คณะกรรมการตัดสิน  (BOARD OF JURIES)  มีจำนวน ๗ ท่าน ประกอบด้วย นายกสมาคมภาษาและหนังสือหรือผู้แทน นายกสมาคมนักเขียนฯ หรือผู้แทน นักเขียนหรือกวี ผู้ทรงเกียรติคุณ ๑ ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรม ๓ ท่าน ประธานคณะกรรมการคัดเลือก (โดยตำแหน่ง) กรรมการตัดสินจะเป็นบุคคลเดียวกันกับกรรมการคัดเลือกไม่ได้ ยกเว้น ประธานคณะกรรมการคัดเลือก และไม่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากงานที่ได้รับการคัดเลือก คณะกรรมการตัดสินมีหน้าที่พิจารณางานวรรณกรรมที่คณะกรรมการคัดเลือกเสนอ และตัดสิน ๑ เรื่อง ให้ได้รับรางวัลซีไรต์

กำหนดเวลาส่งงานวรรณกรรมเข้าพิจารณาให้กำหนดวันสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ มีนาคม ของทุกปี และการตัดสินให้รางวัลจะประกาศผลภายในเดือนสิงหาคมของทุกปี ผู้ส่งงานวรรณกรรมเข้ารับการพิจารณารับรางวัล ได้แก่ องค์กร และสถาบันที่ทำงานเกี่ยวกับวรรณกรรม สำนักพิมพ์ นักวิชาการวรรณกรรม นักเขียน นักวิจารณ์ และนักอ่านทั่วไป

sea3
สังเกตไหมครับว่าทุกปีเมื่อมีการประกาศผลรางวัลซีไรต์ บรรดานักอ่านจะให้ความสนใจกันเป็นพิเศษ แม้กระทั่งคนที่ไม่ใช่นักอ่านก็ยังพลอยรับทราบข่าวสารไปด้วยจากสื่อต่างๆ ที่ให้ความสำคัญไม่ใช่น้อย ตรงนี้เองที่พอจะสะท้อนได้เหมือนกันว่าสังคมไทยยังคงมองเห็นความสำคัญของงานวรรณกรรม แต่อาจจะมีเหตุผลอื่นประกอบทำให้อ่านได้ไม่มากเท่าประเทศเพื่อนบ้าน จะเป็นการมองโลกสวยเกินไปรึเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ แต่อยากให้ทุกท่านอย่าเพิ่งสิ้นหวังครับ ผมเชื่อว่าคนไทยรักการอ่าน แต่อาจจะอ่านน้อยไปหน่อยเท่านั้น ซึ่งก็ยังมีหวังว่าจะอ่านเพิ่มขึ้นไงล่ะครับ

เรื่องของรางวัลซีไรต์กับคนไทยนี่ถือเป็นรางวัลเกียรติยศที่น่าภาคภูมิใจนะครับ ตั้งแต่ก่อตั้งมาจนถึงปีที่ ๓๕ นักเขียนไทยก็ติดโผมาตลอด “ลูกอีสาน” ของคุณคำพูน บุญทวี เป็นผลงานชิ้นแรกของไทยที่ได้รับรางวัลในปี ๒๕๒๒ ถูกนำมาเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับเยาวชนด้วยนะครับ มีนักเขียนไทยสองท่านที่ได้รับรางวัลนี้สองสมัย คือ คุณชาติ กอบจิตติ จากผลงาน “คำพิพากษา” ในปี ๒๕๒๕ และ “เวลา” ในปี ๒๕๓๗ และคุณวินทร์ เลียววาริณ จากผลงาน “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” ในปี ๒๕๔๐ และ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คน” ในปี ๒๕๔๒

ผมยังจำได้ว่าผลงานรวมเรื่องสั้น “ซอยเดียวกัน” ของคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่ได้รับรางวัลในปี ๒๕๒๗ ตกเป็นเป้าวิจารณ์ของนักวิชาการและผู้อ่านหลายท่านโดยพุ่งประเด็นไปที่ความเข้มข้นของเหนือหา ซึ่งถ้าพิจารณาจากผลงานที่ได้รับรางวัลก่อนหน้านั้น ล้วนแต่มีเนื้อหาสะท้อนความเป็นไปของสังคมอย่างเข้มข้นและจริงจัง ผิดไปกับผลงานรวมเรื่องสั้น ซอยเดียวกัน ที่หลายตอนมีเนื้อหาทีเล่นทีจริง ยิ่งเมื่อเทียบกับผลงานอื่นที่เข้ารอบจึงกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งถ้าพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนจะพบว่าเนื้อหาของ ซอยเดียวกัน ก็เข้มข้นไม่ได้ต่างไปจากชิ้นอื่น เพียงแต่กลวิธีในการนำเสนอเท่านั้นที่อาจจะผิดแผกไปบ้าง และเวลาก็ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผลงานของคุณวาณิชควรค่าแก่รางวัลที่ได้รับมาจริงๆ

หรือกระทั่งผลงาน “คนแคระ” ของคุณวิภาส ศรีทอง ที่ได้รับรางวัลในปี ๒๕๕๕ ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม้แพ้กัน เพียงแต่ครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ตัวนักเขียน ซึ่งสุดท้ายแล้วความยอดเยี่ยมของผลงานก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์คุณค่าของตัวมันเอง

sea2กิจกรรม “ปล่อยหนังสือ” ที่บริเวณสกายวอล์คแถมสยาม เป็นกิจกรรมในงานเมืองหนังสือโลก
คนเข้าไปหยิบหนังสือฟรีกันเพียบ เห็นไหมว่าคนไทยก็สนใจการอ่าน
(ขอบคุณภาพจาก http://www.oknation.net/blog/winsstars/2013/04/24/entry-1)

ที่ยกตัวอย่างมานี้เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าคนไทยสนใจเรื่องการอ่าน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคนออกมาวิพากษ์จารณ์หรอกใช่ไหมครับ แต่สำหรับคนไทยอีกส่วนที่อ่านน้อยนั่นแหละที่ยังต้องรณรงค์ให้อ่านมากๆ  หลายคนอาจตั้งแง่กับการรับตำแหน่งเมืองหนังสือโลก จะยังไงก็เอาเถอะครับ ผมว่าเราฉวยโอกาสนี้มาทำให้คนไทยอ่านหนังสือกันดีกว่าครับ คนไทยอ่านน้อยแต่ไม่ได้แปลว่าไม่อ่าน คนไทยอยากอ่านแต่อาจจะไม่มีให้อ่าน หรือคนไทยอยากอ่านแต่ไม่ถูกใจจึงไม่อ่าน ฯลฯ ผมว่าเราลองมาหาเหตุผลกันก่อนครับว่าทำไมคนไทยอ่านน้อย (ย้ำว่าอ่านน้อยนะครับ ไม่ได้บอกว่าไม่อ่าน) แทนที่จะมาทอดอาลัย บ่น ดูถูกตัวเองอยู่แล้วนั่นว่าคนไทยไม่ศิวิไลซ์ อ่านหนังสือกันน้อย เอาแต่เล่นสมาร์ทโฟน ก็เพราะมัวแต่ตีโพยตีพายนี่ล่ะครับ เอาเวลามาช่วยกันดีกว่าปลูกฝังให้เยาวชนสิครับ ส่งเสริมกัน รุกเข้าหามวลชน ไม่ใช่นั่งรอให้คนเข้ามาหาอย่างเดียว ไม่ต้องไปโทษใครทั้งนั้น

และการเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือเริ่มที่ตัวเรานั่นแหละ ยังไม่ต้องไปบอกใครๆ ให้อ่านหนังสือ คุณนั่นแหละอ่านหนังสือหรือยัง

* ข้อมูลการคัดเลือกจาก http://seawrite.com

————————————————————————————————————————————
อภิชัย อารยะเจริญชัย
หน่วยบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ฯ
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Advertisements
This entry was posted in การอ่าน, บรรณารักษ์ชวนรู้ and tagged , , , , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s