ภายใต้กรอบสีแดงของนิตยสาร “TIME” (ตอนที่ 2)

ความเดิมตอนที่แล้ว >> ภายใต้กรอบสีแดงของนิตยสาร “TIME” (ตอนที่ 1)

หลังจากที่สูญเสีย Hadden ไป Luce ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งบรรณาธิการแทน ในตอนนั้น TIME เริ่มเป็นที่รู้จักของบรรดานักอ่านแล้วจากภาพลักษณ์ที่โดดเด่น คือการตีกรอบสีแดงสดที่หน้าปกที่ทำด้วยกระดาษอาบมัน สร้างความสะดุดตาแก่ผู้อ่าน

ปี 1968 หรือ 45 ปีหลังจาก Time ฉบับแรกวางจำหน่าย Luce ก็เสียชีวิต นับเป็นการสูญเสียอีกหนึ่งผู้ให้กำเนิดนิตยสารที่นับว่าทรงอิทธิพลมากที่สุดฉบับหนึ่งของโลก ต่อมา Luce ได้รับการยกย่องว่าเขาคือผู้ปฏิวัติวงการหนังสือพิมพ์สู่ยุคแห่งความทันสมัย

ความโดดเด่นด้านเนื้อหาของ TIME ทำให้นิตยสารรายสัปดาห์ฉบับนี้ครองใจผู้อ่านทั่วโลก Hadden และ Luce สองผู้ก่อตั้ง TIME พบว่าหนังสือพิมพ์รายวันเต็มไปด้วยข่าวสารมากมายแต่ไม่มีรายละเอียด ขณะที่นิตยสารก็เน้นไปที่การวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์เนื้อหา จนทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจถึงประเด็น เขาจึงสร้าง TIME ให้แตกต่างโดยจะอธิบายรายละเอียดที่สำคัญเท่านั้น ตัดประเด็นที่เห็นว่าไม่จำเป็นออก ไม่มุ่งเน้นการวิเคราะห์วิจารณ์ และนำเสนอข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์

ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ TIME มุ่งเน้นให้ข้อเท็จจริง แต่จะไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น TIME จึงเป็นผู้นำเสนอข้อมูลความเป็นไปของข่าว ไม่ใช่นิตยสารที่วิเคราะห์ข่าวเหมือนฉบับอื่นๆ

TIME ทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะดวกมากขึ้นด้วยการย่อยข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่สำคัญๆ ได้แก่ การเมือง ข่าวรอบโลก ธุรกิจ เทคโนโลยี สุขภาพ ศิลปะ ท่องเที่ยว บุคคสำคัญ กีฬา เป็นต้น จนกลายเป็นต้นแบบของนิตยสารข่าวฉบับอื่นๆ ในเวลาต่อมา

time3

ภาพปก TIME (1) TIME ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อปี 1923 (2) TIME ฉบับแรกที่ใช้กรอบสีแดง ในปี 1927 (3) TIME ฉบับแรกที่ไม่ได้ใช้กรอบสีแดงเป็นปก เป็นฉบับเหตุการณ์ 9/11 เมื่อปี 2001 (4) เป็นครั้งที่สองที่ไม่ได้ใช้กรอบสีแดงบนปก เป็นฉบับ Special Environment Issue ในปี 2008 ใช้กรอบสีเขียวแทน (ภาพจาก http://www.time.com)

พลังแฝงภายใต้กรอบสีแดง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญ สื่อมวลชนจึงก้าวเข้ามีบทบาทต่อสังคมโลกมากขึ้น แม้สถานภาพที่แท้จริงของสื่อคือการทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราว ข้อมูล ความเป็นไปของเหตุการณ์ต่างๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อยังมีอิทธิพลในการครอบงำ เบี่ยงเบน หรือถ่ายโอนแนวคิด อุดมการณ์ จากสังคมหนึ่งไปสู่อีกสังคมหนึ่งได้

สหรัฐอเมริกาหลังยุคสงครามเย็น พวกเขาได้หันมาเปิดแนวรบด้านวัฒนธรรมแทนการรบแบบกองทัพ ภายหลังการพ่ายแพ้อย่างสิ้นท่าในการรบที่อินโดจีน คดีอื้อฉาวของคนระดับผู้นำประเทศอย่างกรณีวอเตอร์เกต ปัญหาสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้อเมริกันชนเริ่มคลางแคลงใจในกระบวนการทางการเมืองและสังคม พลังของความเป็นประเทศมหาอำนาจถูกตั้งคำถาม แต่ในสภาวะเช่นนี้พวกเขาไม่สามารถใช้กองทัพจัดการเหมือนในอดีตได้อีกแล้ว อเมริกาจึงหันมาพัฒนากลวิธีอื่นๆ ในการปกป้องสถานะความเป็นมหาอำนาจของตนไว้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการใช้อิทธิพลจากสื่อสารมวลชน

อาจกล่าวได้ว่าสื่อคือสินค้าทางวัฒนธรรมและข่าวสารที่ถูกผลิตขึ้นโดยใช้กฎเกณฑ์เดียวกันกับสินค้าและบริการอื่นๆ หากแต่สื่อแฝงนัยในการส่งเสริมค่านิยมและอุดมการณ์บางอย่าง

TIME ก็เป็นเช่นเดียวกันกับสื่อสัญชาติอเมริกันอื่นๆ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามรักษาปณิธานดั้งเดิมเอาไว้ นั่นคือรายงานข่าวสำคัญทุกอย่างที่เกิดขึ้นและนำเสนอข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่แสดงความเห็น แต่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้เช่นนั้นในยุคสมัยของข้อมูลข่าวสารที่มีการแข่งขันกันสูง

ปรัชญาดั้งเดิมของ TIME คือการรายงานข่าว (Report) แต่รูปแบบบทความของ TIME ในปัจจุบันกลายเป็นรูปแบบของเรื่องเล่า (Narrative) มีการจัดวางโครงเรื่อง ท่วงทีการนำเสนอที่ชวนให้น่าอ่าน น่าติดตาม

เรื่องเล่า คือการนำเรื่องราวมาจัดลำดับเพื่อสื่อความหมาย แม้แต่เรื่องเล่าที่สะเปะสะปะและสับสนที่สุด อย่างน้อยก็ทำหน้าที่สื่อถึงความไร้ความหมายของเรื่องนั้น แต่สิ่งนี้เองที่ทำให้ผู้อ่านให้การยอมรับและคิดว่าเรื่องเหล่านี้พยายามจะสื่อความอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ไม่ใช่เพียงแค่รายงานความเป็นไปของเหตุการณ์ ซึ่งหลายครั้งที่สื่อทำการแสดงออกอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ต้องการจะส่งถึงผู้รับ และอีกหลายครั้งที่ใช้วิธีการที่ลุ่มลึกกว่าด้วยการใช้สัญลักษณ์หรือการชี้นำ การเล่าเรื่องจะมีพลังมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับความคาดหวังและประสบการณ์ของผู้อ่าน ซึ่งเรื่องที่ TIME นำมาเล่าคือเหตุการณ์จริง คือข่าวสารที่พบได้ในสื่อหลักอื่นๆ เมื่อผู้อ่านทราบอยู่แล้วว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น และถูกตอกย้ำด้วยเรื่องเล่าของ TIME ก็ยิ่งทำให้เรื่องเล่านั้นมีพลัง มีความน่าเชื่อถือ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะถูกครอบงำหรือชี้นำไปสู่ความเชื่อหรืออุดมการณ์ที่ต่างไปจากเดิม

บทความของ TIME ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่ TIME ยังเพิ่มคำถามว่า ทำไม เพราะอะไร เข้าไปอีก นั่นคือการเปิดช่องทางให้เติมความคิดเห็นลงไป

(ติดตามต่อตอนหน้า)
—————————————————————————————————————————————————

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน อภิชัย อารยะเจริญชัย. (๒๕๕๕). ภายใต้กรอบสีแดงของนิตยสาร TIME. วารสารห้องสมุด. ๕๖ (๑), ๓๓-๔๔.

This entry was posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

2 Responses to ภายใต้กรอบสีแดงของนิตยสาร “TIME” (ตอนที่ 2)

  1. Pingback: ภายใต้กรอบสีแดงของนิตยสาร “TIME” (ตอนที่ 3) | Stang Mongkolsuk Library's blog

  2. Pingback: ภายใต้กรอบสีแดงของนิตยสาร “TIME” (ตอนจบ) | Stang Mongkolsuk Library's blog

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s