ภายใต้กรอบสีแดงของนิตยสาร “TIME” (ตอนจบ)

ความเดิมตอนที่แล้ว >> ภายใต้กรอบสีแดงของนิตยสาร “TIME” ตอนที่ 1 l ตอนที่ 2 l ตอนที่ 3

บุคคลในกรอบแดง

หน้าปกของ TIME คือความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์มาอย่างยาวนาน เมื่อเริ่มแรกนั้น TIME ไม่ได้ใช้กรอบสีแดงเป็นปกเหมือนในปัจจุบัน แต่เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี 1927 นอกเหนือจากกรอบแดงอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ภาพที่นำมาขึ้นปกก็ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี โดยเฉพาะภาพบุคคลสำคัญหรือบุคคลที่กำลังเป็นที่สนใจในช่วงเวลานั้นๆ จนอาจกล่าวได้ว่าถ้าไม่ใช่คนสำคัญจริงๆ ก็ยากที่จะมีโอกาสขึ้นปก TIME ดังนั้นการที่ได้ขึ้นปก TIME จึงถือเป็นเกียรติอย่างหนึ่ง เป็นความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าคุณคือผู้มีเกียรติ เป็นผู้ประสบความสำเร็จจากความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง  ซึ่งเข้ากันได้ดีกับค่านิยมแบบอเมริกัน

กลุ่มบุคคลที่ถูกนำมาขึ้นปกมากที่สุดคือกลุ่มการเมือง อาทิ ผู้นำของประเทศต่างๆ นักการเมืองผู้มีชื่อเสียง หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองในแต่ละประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในกระแสความสนใจจากผู้อ่าน โดยเฉพาะบทบาทการทำหน้าที่ของผู้นำชาติต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โลก และแน่นอนว่าประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา คือผู้นำประเทศที่ได้รับคัดเลือกให้ขึ้นปกของ TIME มากครั้งที่สุด

บุคคลบนปก TIME ล้วนแต่เป็นคนดังจากหลากหลายวงการที่มีบทบาทในแต่ละช่วงเวลา

บุคคลบนปก TIME ล้วนแต่เป็นคนดังจากหลากหลายวงการที่มีบทบาทในแต่ละช่วงเวลา

นอกจากบุคคลในแวดวงการเมืองแล้ว บุคคลสำคัญในวงการอื่นๆ ก็ได้รับเลือกให้ขึ้นปก TIME ในวาระและสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป อาทิ กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์  บุคคลในวงการบันเทิง นักคิด นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ ผู้บริหารองค์กรหรือบริษัทชั้นนำของโลก นักกีฬา ผู้นำทางศาสนา ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นๆ เกิดเหตุการณ์สำคัญอะไร หรือบุคคลนั้นตกเป็นข่าวหรือเป้าสนใจในเรื่องใด

ภาพบุคคลบนปก TIME ในยุคแรกเป็นภาพเขียน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นภาพถ่าย และมีบ่อยครั้งที่นำเทคนิคต่างๆ มาสร้างเป็นภาพบุคคลเพื่อสะท้อนเนื้อหาภายใน ประชดประชัน หรือล้อเลียน เสมือนเป็นการแสดงผลงานทางศิลปะอย่างมีชั้นเชิงและแฝงนัยบางประการ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หน้าปก TIME มีความโดดเด่นและน่าสนใจกว่านิตยสารประเภทเดียวกัน

Bates, Stephen (2011) ได้วิเคราะห์เอาไว้ในงานเขียนของเขาว่า หน้าปกของ TIME ในช่วงยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันมีความแตกต่างในเรื่องของสถานะของบุคคลบนปก กล่าวคือหน้าปก TIME นับตั้งแต่เริ่มเผยแพร่เมื่อปี 1923 บุคคลที่เป็น ปัญญาชนสาธารณะ (Public Intellectuals) มีความถี่ในการขึ้นปกน้อยลง  (ปัญญาชนสาธารณะ คือ ผู้อุทิศตนทำงานสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น โดยอาศัยความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์จากวิชาชีพของตน จาก โครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย : Asian Public Intellectuals URL: http://www.api-fellowships.org)

บางครั้งภาพปก TIME ก็ตกเป็นเป้าโจมตี เช่นฉบับเดือนพฤษภาคม 2012

บางครั้งภาพปก TIME ก็ตกเป็นเป้าโจมตี
เช่นฉบับเดือนพฤษภาคม 2012

ในขณะที่บุคคลในวงการเมือง ผู้นำประเทศ หรือบุคคลในวงการธุรกิจ กลับถูกนำขึ้นปกถี่มากกว่า ซึ่งหากว่ามองว่าเนื้อหาของ TIME จะบ่งบอกสภาพสังคมแล้วก็หมายความว่า บุคคลผู้เป็นปัญญาชนสาธารณะได้ลดจำนวนลงไปทุกทีๆ ยิ่งในช่วงหลังปี 1990 จนถึง 2008 มีปัญญาชนสาธารณะขึ้นปกเพียง 12 ท่าน ในจำนวนนี้มีขึ้นปกเพียงท่านเดียว ในปี 2000 ถึง 2008 ทั้งที่ TIME มีกำหนดออกเป็นรายสัปดาห์ไม่เพียงบุคคลสำคัญเท่านั้น TIME ยังมีภาพเหตุการณ์สำคัญ ภาพสัตว์ สถานที่สำคัญ ภาพศิลปะ ภาพกราฟฟิกเชิงสัญลักษณ์ ภาพล้อเลียน ซึ่งทุกภาพปกต่างสะท้อนเนื้อหาภายในฉบับได้อย่างเด่นชัด และการคัดเลือกภาพขึ้นหน้าปกก็ยังอาจเป็นกระจกสะท้อนความเป็นไปของสังคมโลกหรือถ้าจะเจาะจงลงไปก็คือสังคมอเมริกัน

ภาพบุคคลสำคัญในแต่ละช่วงเวลา เช่น นักบวช นักกีฬา ภาพกราฟฟิกที่สื่อความหมายถึงเนื้อเรื่องภายในฉบับ

ภาพบุคคลสำคัญในแต่ละช่วงเวลา เช่น นักบวช นักกีฬา
ภาพกราฟฟิกที่สื่อความหมายถึงเนื้อเรื่องภายในฉบับ


บุคคลแห่งปี
: Person of the Year

เป็นประจำทุกปีที่นักอ่านทั่วโลกต่างตั้งตาคอยนิตยสาร TIME ฉบับส่งท้ายปี เพื่อจะได้ทราบว่าใครจะได้รับการยกย่องให้เป็น บุคคลแห่งปี (Person of the Year)

TIME ได้จัดให้มีการคัดสรรตำแหน่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1927 แท้จริงแล้วการตั้งรางวัลเกียรติยศนี้เกิดขึ้นเพียงเพื่อลบความผิดพลาดของกองบรรณาธิการ หลังจากที่ในปีนั้น TIME ไม่ได้นำภาพของ ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก ขึ้นปกแม้แต่เพียงครั้งเดียว ทั้งที่เขาได้รับความสนใจไปทั่วโลกจากการที่เป็นบุคคลแรกที่สามารถขับเครื่องบินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ กองบรรณาธิการจึงตัดสินใจพลิกสถานการณ์นำ ลินด์เบิร์ก ขึ้นปกในฉบับแรกของปีต่อมา พร้อมกับประกาศให้เขาเป็น Man of the Year (ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น Person of the Year)

บุคคลแห่งปีของ TIME ซึ่งมีทั้งที่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ชวนฉงน เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (1939) จอร์จ ดับเบิลยู บุช (2004) ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (2006) มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (2010) กลุ่มผู้ประท้วงในแอฟริกา (2011)

บุคคลแห่งปีของ TIME ซึ่งมีทั้งที่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่ชวนฉงน
เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (1939) จอร์จ ดับเบิลยู บุช (2004)
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (2006) มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (2010) กลุ่มผู้ประท้วงในแอฟริกา (2011)

จากนั้นเป็นต้นมา TIME จึงเริ่มประเพณีปฏิบัติในการคัดสรรบุคคลแห่งปีขึ้น โดยคัดเลือกบุคคลหรือกลุ่มบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญต่อโลกในแต่ละช่วงปี ไม่ว่าจะเป็นทางด้านบวกหรือลบก็ตาม

ในปี 1939 บุคคลแห่งปีของ TIME ก็กลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกถึงความเหมาะสม เมื่อ TIME ประกาศให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการของเยอรมันได้รับตำแหน่งนี้ แต่กองบรรณาธิการก็ยังยืนยันความเหมาะสม เนื่องจากบุคคลแห่งปีนั้นจะต้องเป็นผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงหรือมีอิทธิพลต่อสถานการณ์โลกในแต่ละช่วงปี ซึ่งผู้นำเผด็จการผู้นี้ก็เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

บุคคลแห่งปีของ TIME ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าให้ความสำคัญกับชาวอเมริกันมากกว่าชาติอื่น คือจากจำนวน 86 ครั้งที่ผ่านมา มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลสัญชาติอเมริกันได้รับเกียรตินี้เป็นจำนวนถึง 53 ครั้ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า TIME เป็นสื่อสัญชาติอเมริกัน จึงเป็นไปได้ว่าจะมีความโน้มเอียงหรือมุ่งเน้นไปที่คนชาติเดียวกันมากเป็นพิเศษ ตำแหน่งเกียรติยศที่ทั้งโลกจับตามองนี้จึงเป็นเสมือนการแสดงพลังของความเป็นประเทศมหาอำนาจในการควบคุมหรือชี้ชะตาความเป็นไปของโลกใบนี้

บทสรุป

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข้อมูลของ TIME ที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของคนโดยทั่วไปที่มักมองว่า TIME เป็นนิตยสารที่ทรงอิทธิพลและมีความน่าเชื่อถือสูง Murchison, William (2009) แสดงความเห็นว่า เขารู้สึกว่า TIME ในยุคแรกๆ ดีกว่าในปัจจุบัน เปรียบเทียบแล้วในยุคก่อน TIME เป็นอาหารที่มีคุณค่า ไม่ใช่อาหารขยะ แต่ทุกวันนี้ TIME กลับมุ่งมั่นที่จะคงตำแหน่งทางการตลาดเอาไว้มากกว่า ดังนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับอาหารประเภททอดที่มีแต่ชีส

Stengel, Richard (2008) บรรณาธิการคนปัจจุบันมองว่า TIME ในสมัยที่ยังมี Hadden และ Luce คุมบังเหียนอยู่นั้น ทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวแทนของชนชั้นกลางของประเทศ ข้อเขียนที่ตรงไปตรงมา ทำให้ TIME เป็นเหมือนสถาบันย่อยๆ ที่มีบทบาทต่อสังคม แต่พอหลังยุคทศวรรษที่ 60 หรือภายหลังการจากไปของ Luce ข้อเขียนของ TIME มีท่าทางประนีประนอมและเปิดกว้าง แต่กลับกลายเป็นว่ามันมีอิทธิพลต่อสังคมมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ไม่เพียงแต่เฉพาะ TIME เท่านั้น ยังมีสื่ออื่นอีกมากมายที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรายงานความเป็นไป แต่กลับแสดงบทบาทของผู้วิเคราะห์ ผู้ชี้นำ และบางครั้งทำการเชื่อมโยงแนวคิดจากสังคมหนึ่งสู่อีกสังคมหนึ่ง ซึ่งภาพลักษณ์และประวัติศาสตร์อันยาวนานของ TIME กลายเป็นดาบสองคมที่คมหนึ่งคอยรายงานความเป็นไป และเชือดเฉือนตีแผ่ความเป็นจริงให้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกในฐานะสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เสมือนสุนัขผู้เฝ้าระวัง (Watchdog) แต่อีกคมหนึ่งคือการแฝงนัยบางอย่างที่เป็นการกระจายความเชื่อของสังคมตะวันตกไปสู่สังคมอื่น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคอยยับยั้งเพื่อไม่ให้ถูกครอบงำด้วยความรู้สึกเพียงฉาบฉวยว่านี่คือสื่อที่มีภาพลักษณ์ที่โปร่งใส นั่นคือวิจารณญาณและการไตร่ตรองอย่างรอบคอบของผู้อ่านนั่นเอง


บรรณานุกรม

1. ชิลเลอร์, เฮอร์เบิร์ต ไอ. (2544). การสื่อสารและการครอบงำทางวัฒนธรรม. แปลโดย อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์. กรุงเทพฯ: โครงการสื่อสันติภาพ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
2. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์. (2546). เชิงอรรถวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: วิภาษา.
3. ทันเกต, มาร์ค. (2551). ทำไม ใหญ่สะท้านโลก โรดแมพสู่ผู้ทรงอิทธิพลของสื่อโลก. แปลโดย พจนา เลิศไกร. กรุงเทพฯ: ยูเรก้า.
4. วรรณมณี บัวเทศ. (2545). อุดมการณ์ทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่ปรากฏในข้อเขียน
เกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศแถบเอเชีย เปรียบเทียบนิตยสารไทม์กับเอเชียวีค. ปริญญา
นิพนธ์ นศ.ม. (วารสารสนเทศ). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
5. Ali, S., & Khalid. (2008). US Mass Media and Muslim World: Portrayal of Muslim by “News Week”
and “Time” (1991-2001). European Journal of Scientific Research. 21(4), 554-580.
6. Bates, Stephen. (2011). Public Intellectuals on Time’s Covers. Journalism History. 37(1): 39-50.
7. Isaacson, Walter. (1996). Time Magazine’s New Editor. MediaWeek. 6(4): 10.
8. Murchison, William. (2009). Killing Time. The American Spectator. 42(4): 44-45.
9. Porterfield, Christopher. (2008). 85 Years of Great Writing in TIME. New York: Time Inc.
10. Stengel Named Managing Editor of TIME. (2006). Retrieved March 16, 2012, from
http://www.time.com/time/nation/article/0,8599,1195013,00.html
11. Stengel, Richards. (2008, April 14). The 85 Years of Time. Time. 171(14): 29-32.

This entry was posted in บรรณารักษ์ชวนรู้ and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s