การคัดลอกผลงานทางวิชาการ : ทำไมต้องอ้างอิง

plagiaเราเคยคุยกันไปหลายคราวแล้วถึงประเด็นการคัดลอกผลงานทางวิชาการว่า อย่างไรถึงจะเรียกว่าผิด และควรทำอย่างไรเพื่อให้ถูกต้อง บรรณารักษ์เพิ่งได้อ่านหนังสือน่าสนใจเล่มหนึ่งเรื่อง การลักลอกงานวิชาการและวรรณกรรม จัดพิมพ์โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรณารักษ์เห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก จึงขอสรุปเรียบเรียงบางส่วนให้ทุกท่านได้ศึกษากัน หากท่านใดสนใจจะศึกษาอย่างละเอียด สามารถขอยืมได้จากห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข ได้เลยครับ (เลขหมู่ PN167 ก382ก 2554)

คำถามที่ใครๆ มักถามกันก็คือ ทำไมต้องอ้างอิงด้วย แน่ล่ะ เพราะเวลาเขียนรายงานหรือทำวิจัย ส่วนของบทอ้างอิงนั้นนับว่ายุ่งยากและซับซ้อนมากทีเดียว หลายท่านเริ่มสับสนและมึนงงไปกับเอกสารมากมายที่ค้นคว้ามา จนอดบ่นไม่ได้ว่า ทำไมต้องอ้างอิง คำตอบนั้นง่ายมากครับ ก็เพราะว่าเราไปเอาข้อมูลของคนอื่นเขามาไงล่ะครับ เราจึงต้องแสดงให้เห็นชัดเจน มิเช่นนั้นก็เข้าข่ายคัดลอกผลงานของคนอื่น ผิดกฎหมายเชียวนะครับ

การอ้างอิงนั้นอาจทำได้หลายรูปแบบตามแต่สาขาวิชาหรือสำนักพิมพ์ อาจใส่วงเล็บด้านท้ายข้อความ ใส่เป็นเชิงอรรถ หรือรวบรวมเป็น เอกสารอ้างอิง (References) ด้านท้ายผลงาน การอ้างอิงนับเป็นข้อปฏิบัติพื้นฐาน เพื่อสร้างความสมบูรณ์ของผลงานของเราเองและยังเป็นการป้องกันสิ่งใดๆ ที่จะตามมาจากผลงานของเรา ในหนังสือเล่มนี้สรุปข้อสำคัญของการอ้างอิงไว้อย่างน่าสนใจอยู่ 5 ประการครับ เป็นพื้นฐานที่ทุกท่านควรคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง

443754_59301061
1. การคัดลอกคำต่อคำ (Verbatim) ไม่ว่าจะกี่คำ กี่ประโยค กี่ย่อหน้า ต้องใส่เครื่องหมายอัญประกาศหรือวงเล็บ และต้องระบุแหล่งอ้างอิงที่มีชื่อผู้เขียน ชื่อเรื่อง ชื่อหนังสือหรือวารสาร หรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง

2. การถอดความ (Paraphrase) คือการเขียนขึ้นใหม่โดยคงเนื้อหาตามต้นฉบับ อ้างอิงโดยใช้เชิงอรรถหรือใส่วงเล็บ และแน่นอนว่าต้องระบุแหล่งที่มาให้ครบถ้วนด้วย

3. การสรุป (Summary) เป็นการย่อเนื้อหาจากต้นฉบับ ก็ต้องอ้างอิงโดยใช้เชิงอรรถหรือใส่วงเล็บ

4. ข้อเท็จจริง ข้อมูลต่างๆ (Facts, Information, Data) ไม่ว่าจะมาจากผลงานใดก็ต้องอ้างอิงด้วย เว้นแต่เป็นความรู้ทั่วไปหรือความรู้ที่เป็นสาธารณสมบัติ

5. สารสนเทศที่เป็นส่วนเสริม (Supplementary Information) เป็นข้อมูลที่เสริมให้เนื้อหาสมบูรณ์ ต้องใส่แหล่งอ้างอิงที่สมบูรณ์ อาจเป็นเชิงอรรถหรือข้อความท้ายหน้า (end note)

IMG_0001 copyสรุปก็คือทุกกรณีที่มีการนำเอาข้อเขียน คำพูด เนื้อหา ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดซึ่งเป็นผลงานของผู้อื่นมาใช้ จะต้องระบุแหล่งอ้างอิงท้ายข้อความที่นำมาใช้ แม้ว่าจะรวบรวมไว้ในบทบรรณานุกรม (Bibliography) แล้วก็อาจจะยังไม่เพียงพอ จึงควรระบุให้ชัดเจนไว้ในตัวเนื้อผาผลงานด้วยการใส่วงเล็บ ทำเชิงอรรถ หรือแสดงสัญลักษณ์ใดๆ ที่แสดงว่าเนื้อหาส่วนนั้นได้นำมาจากที่ใด

ข้อควรระวังในการกระทำที่อาจเข้าข่ายการคัดลอกผลงานยังมีอีกมากครับ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่บรรณารักษ์ประมวลมากจากหนังสือ การลักลอกงานวิชาการและวรรณกรรม ท่านที่ทำงานวิจัยหรือใครที่กำลังเขียนรายงานน่าจะศึกษาเอาไว้นะครับ มีให้บริการแล้วที่ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข

เรียบเรียงจาก
กัญจนา บุณยเกียรติ. (๒๕๕๔). การลักลอกงานวิชาการและวรรณกรรม (plagiarism). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

This entry was posted in การลอกเลียนผลงาน, Plagiarism and tagged , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s