การคัดลอกผลงานทางวิชาการ : มีบ้างไหมที่ไม่ต้องอ้างอิง

ครั้งที่แล้วเราคุยกันถึงเรื่อง “การอ้างอิง” ว่าทำไมต้องอ้างและส่วนไหนบ้างในผลงานของเราที่จำเป็นต้องอ้าง ทีนี้ก็อาจจะยังมีข้อสงสัยว่าแล้วมีข้อมูลใดบ้างไหมที่เรานำมาใช้ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงให้ยุ่งยาก ก็มีอยู่เหมือนกันนะครับ

PDข้อมูลที่ว่านั้นเราอาจเรียกว่า ความรู้สามัญหรือความรู้ทั่วไป (Common Knowledge) หรือ สาธารณสมบัติ (Public Domain) ถ้าอ่านแค่ตัวอักษรเราก็อาจจะพอนึกออกว่าคืออะไรบ้าง แต่ที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องแล้วจริงหรือ เพราะเป็นเรื่องยากมากทีเดียวที่จะตีกรอบบอกขอบเขตของความเป็น “สาธารณะ”

หากตีความกันตามตัวอักษรก็บอกอยู่ชัดเจนว่าเป็นสมบัติของทุกๆ คน ไม่ใช่ของผู้ใดผู้หนึ่ง ดังนั้นทุกๆ คนสามารถนำไปใช้ได้อย่างเสรี เป็นข้อมูลที่ทุกๆ คนต่างทราบดี เช่น โลกกลม น้ำทะเลเค็ม หรืออาจเป็นข้อมูลที่เจ้าของผลงานยินยอมให้เป็นสาธารณสมบัติ ดังนั้นเจ้าของผลงานก็จะไม่ใช่เจ้าของอีกต่อไป ถึงอย่างนั้นถ้ามาตีความตามกฎหมายแค่นี้ยังไม่พอนะครับ ยังต้องพิจารณากันอีกยาวทีเดียว

IMG_0001 copyในหนังสือ “การลักลอกงานวิชาการและวรรณกรรม” โดย รศ.กัญจนา บุณยเกียรติ และ อาจารย์ประไพพิศ มงคลรัตน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ท่านทั้งสองได้ยกตัวอย่างการให้ขอบเขตของสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงที่เสนอโดย มหาวิทยาลัย Washington State สหรัฐอเมริกา สรุปได้เป็น 1) ความรู้ทั่วไป 2) ความรู้สาธารณะ 3) ความคิดของตนเอง 4) ภาพ Clip Art ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ซึ่งทั้งหมดนี้เราเองก็สามารถหาเหตุผลมาแย้งให้มากมายเชียวครับว่าจริงหรือที่เหล่านี้ไม่ต้องอ้างอิงที่มา แค่ข้อที่สี่ก็เถียงกันไม่จบแล้วครับว่าถ้าเกิดอยู่ในเครื่องตัวเองแต่ก็อปของคนอื่นเขามาล่ะ

ที่ยกตัวอย่างมาให้เห็นนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าบางสถาบันมีการกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ตายตัวให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องตอบคำถามจากภายนอกให้ได้ด้วยเช่นกันว่าเกณฑ์ที่ตั้งมานั้นมีอะไรเป็นบรรทัดฐาน บทสรุปของการระบุว่าอะไรคือ ความรู้ทั่วไป หรือ สาธารณสมบัติ จึงยังไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ไม่แน่ใจ จนถึงละเลยทำให้เกิดการลักลอกผลงานทั้งที่โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที

ข้อมูลจาก www.plagiarism.org ได้อธิบายถึง สาธารณสมบัติ ไว้อย่างคร่าวๆ ว่า สิ่งพิมพ์ที่มีอายุมากกว่า 75 ปีขึ้นไปจัดเป็นสาธารณสมบัติ โดยผลงานที่ตีพิมพ์หลังปี ค.ศ. 1978 จะได้รับการคุ้มครองตลอดชีวิตของผู้เขียนและบวกเพิ่มอีก 70 ปี และยังมีข้อกำหนดที่ซับซ้อนอีกมาก แต่การกำหนดว่าหากอายุเกิน 75 ปี ให้จัดเป็นสาธารณสมบัติ แค่นี้ก็เถียงกันได้ไม่จบสิ้นแล้วครับ

birthday(ขอบคุณภาพจาก http://laughingsquid.com)

กรณีตัวอย่างที่โด่งดังเมื่อไม่นานมานี้ก็คือความพยายามที่จะทำให้เพลง Happy Birthday เป็นสาธารณสมบัติ! เพลงนี้ร้องกันทั้งโลกครับ งานวันเกิดที่ไหนคนทั้งโลกต่างก็นำมาร้องกัน และก็มีบ้างที่นำเอาเพลงนี้มาใช้เพื่อธุรกิจ แต่หลายคนไม่เคยทราบว่าเพลงนี้มีลิขสิทธิ์ด้วยนะครับ โดยเป็นของ Warner/Chappell Music ที่อ้างว่าได้ลิขสิทธิ์มาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเพลงต้นฉบับ (Good Morning to All) กรณีนี้อายุเกิน 75 ปีแน่ๆ ใช้กันเกลื่อนแล้วแน่ๆ วอร์เนอร์เองก็คงไม่ได้คิดจะพยายามหาผลประโยชน์ใดๆ เพราะคงฝืนกระแสคนทั้งโลกไม่ไหวหรอกครับ แต่ถ้ากางกฎหมายแล้ว วอร์เนอร์ก็ถือสิทธิ์ของเขาอยู่จริงๆ นี่จึงเป็นกรณีศึกษาว่าการที่จะจัดให้อะไรเป็นสาธาณสมบัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและความถูกต้อง อะไรๆ ที่เรานำมาเป็นข้อมูลประกอบผลงานของเรา ก็ “ควรที่จะอ้างอิงไว้ก่อนเสมอ” 

เรียบเรียงจาก
กัญจนา บุณยเกียรติ. (๒๕๕๔). การลักลอกงานวิชาการและวรรณกรรม (plagiarism). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่
www.plagiarism.org
– “Happy Birthday’: Who Owns the Rights?” [Online]. Available: http://abcnews.go.com 2013.
“Birthday Song’s Copyright Leads to a Lawsuit for the Ages” [Online]. Available: http://www.nytimes.com  2013.

This entry was posted in การลอกเลียนผลงาน, Plagiarism and tagged , , , , , , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s