กังวลกันไปทำไมกับสถิติการอ่านของคนไทย

78380*ข้อเขียนมีทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนด้วย

ผลสำรวจการอ่านหนังสือของคนไทย พ.ศ. 2556 คลอดออกมาแล้ว เท่าที่เห็นตามสื่อต่างๆ ส่วนใหญ่จะร่วมกันเฮยกใหญ่ว่าคนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น จากที่ประชดประชันกันมาเนิ่นนานว่าคนไทยอ่านหนังสือกันปีละ 8 บรรทัด ทุกสื่อต่างพากันชื่นชมว่าคนไทยอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้นเป็นเฉลี่ยวันละ 37 นาที ไม่รู้จะร่วมชื่นชมกันดีไหมนะครับ กับตัวเลขที่ไม่รู้ว่าจะพาดหัวกันให้ได้อายไปทำไม เอาล่ะ อย่างน้อยมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

เมื่อปีที่แล้วชาวกรุงเทพหรืออาจรวมไปถึงชาวไทยต่างตื่นเต้นไปกับการที่ กรุงเทพมหานคร ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “เมืองหนังสือโลก ประจำปี 2556” แล้วก็เช่นเดิมครับที่คนไทยพากันเห่ออยู่พักหนึ่งแล้วก็หันไปสนใจอย่างอื่นแทน หลายคนไม่เข้าใจและกระแนะกระแหนว่าเป็นเมืองหนังสือโลกได้อย่างไรทั้งที่อ่านหนังสือกันน้อยจะตาย ผมว่าคนที่พูดเช่นนี้นั่นล่ะครับที่ต้องพิจารณาตัวเอง คืออ่านข้อมูลยังไม่ครบถ้วนเลยแท้ๆ ก็เพราะเราอ่านหนังสือกันไม่มากเท่าที่ควร (ผมพยายามเลี่ยงไม่ใช่คำว่า ‘น้อย’) เขาจึงเลือกเรา เพื่อให้เปิดโอกาสให้เราอาศัยอีเวนต์นี้พัฒนาวัฒนธรรมการอ่าน

แล้วหลายคนก็ยังเข้าใจว่าเมื่อหมดปี 2556 การเป็นเมืองหนังสือโลกจบลงไปด้วย จริงๆ แล้วอีเวนต์นี้จะสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2557 นะครับ แต่ผมเองกลับมองว่ามันสิ้นสุดไปก่อนหน้านั้นนานโข เพราะจากที่เห็นประโคมออกสื่อกันพักหนึ่ง แคมเปญนี้ก็หายไปจากสื่อ ไม่ใช่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาไม่ปฏิบัติหน้าที่นะครับ แต่มันกระจุกตัวอยู่ตรงไหนบ้างผมเองยังไม่รู้เลย เหมือนเขาจะมุ่งไปที่โรงเรียน ห้องสมุด ศูนย์การค้า แต่ก็เอาเถิด ในฐานะคนไทยคนหนึ่งผมก็พอจะเข้าใจการทำงานแบบไทยๆ ดีพอระดับหนึ่ง

13981676811398168609l

การสำรวจการอ่านหนังสือโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ รวมครั้งนี้ด้วยจัดทำมาแล้ว 5 ครั้ง (น่าตกใจนะครับ) เริ่มตั้งแค่ปี 2546, 2548, 2551, 2554 และปี 2556 เป็นครั้งล่าสุด ผลสรุปนั้นได้ความว่าการอ่านหนังสือของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ กล่าวโดยเฉลี่ยแล้วก็ได้ตัวเลขอย่างที่ว่าไว้ตอนต้นคือคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 37 นาที พัฒนาการดีขึ้นมากเลยนะครับในช่วงเวลา 10 ปี

ตัวเลขที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้นะครับ คือ คนไทยทั้งประเทศอ่านหนังสือร้อยละ 81.8 คือ คนไทยจำนวน 50.8 ล้านคน อ่านหนังสือ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนในปี 2554 ถึงร้อยละ 13 ขณะที่ 11.3 ล้านคน ไม่อ่านหนังสือ

กลุ่มอายุที่อ่านหนังสือมากที่สุดคือวัยเด็ก (6-14 ปี) มีอัตราการอ่านสูงที่สุดถึงร้อยละ 95.1 รองลงมาคือ กลุ่มวัยรุ่น (15-24 ปี) ร้อยละ 90.1 กลุ่มวัยทำงาน (25-59 ปี) ร้อยละ 83.1 และต่ำสุดคือ กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 57.8 และยังพบว่าผู้อ่านกลุ่มนี้ใช้เวลาอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนและนอกเวลาทำงาน เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2 นาที จาก 35 นาทีต่อวัน ในปี 2554 เป็น 37 นาทีต่อวัน ซึ่งเป็นนิมิตรหมายที่ดีมากครับว่าเด็กไทยอ่านหนังสือกันเกือบร้อยเปอร์เซนต์ เพราะนั่นหมายถึงว่าพวกเขาได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่าน แม้ว่าส่วนใหญ่จะบอกว่าอ่านหนังสือเรียนก็ตามที

ส่วนตัวเลขด้านลบที่ยังคงน่าเป็นห่วงคือจำนวนคนที่ไม่อ่านหนังสือที่มีมากถึง 11 ล้านคน เหตุผลส่วนใหญ่บอกว่าเพราะหันไปชมสื่อโทรทัศน์แทนถึงร้อยละ 37.6 ที่น่าห่วงสุดๆ คือเพราะอ่านหนังสือไม่ออกที่เหตุใดจึงมีมากถึงร้อยละ 27.5 ส่วนที่เหลือที่ไม่อ่านก็ด้วยนานาสาเหตุ เช่นไม่มีเวลา ไม่ชอบ เนื้อหาไม่น่าสนใจ ฯลฯ รายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ยังมีอีก ลองไปตามอ่านกันที่เว็บไซต์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ นะครับ

13981676811398168784l

ในทัศนะของผมก็ขอร่วมชื่นชมคนไทยอยู่เหมือนกันที่อ่านกันมากขึ้น แม้จะยังไม่มากเท่าที่หวัง แต่ก็ยังอดตั้งคำถามไม่ได้อีกเหมือนกันครับว่าเราจะได้อะไรจากข้อมูลเหล่านี้ หากเราคิดว่าการอ่านจะช่วยพัฒนาคนเพื่อมาพัฒนาประเทศชาติต่อไป สมมติฐานนี้ผมก็ไม่เถียงครับ และเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าสมมติฐานนี้ถูกต้องนะครับ ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้ว่ามันถูกต้องจริงล่ะหรือ

ทีนี้ตัวเลขที่เราห่วงกันก็คืออ่านมากหรือน้อย ผมเคยตั้งคำถามไว้หลายหนแล้วว่าตกลงนี่เราจะเอาชนะกันด้วยตัวเลขใช่ไหมครับ เราชอบไปเทียบเคียงกับประเทศโน้นนี้ว่าเขาอ่านเยอะมากกว่า ก็คือจะวัดกันที่จำนวน ตกลงใครอ่านเยอะกว่าจะนับว่าดีกว่า ต้องการแบบนี้จริงหรือ นักวิชาการบางท่านก็เสนอว่าจะอ่านมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ากับอ่านอะไร นั่นน่ะสิครับ แล้วจะให้อ่านอะไร

ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านที่นำเสนอผลการสำรวจนี้เล่าว่าเด็กไทยให้ความเห็นว่าลำพังอ่านหนังสือเรียนก็หนักแล้ว จะต้องอ่านอะไรอีกหรือ มุมหนึ่งน่าชื่นใจเพราะแสดงว่าเด็กไทยอ่านหนังสือเรียน แต่ผู้ใหญ่บอกว่าเราต้องส่งเสริมให้อ่านหนังสืออื่นด้วย พอเด็กหยิบหนังสืออ่านเล่นมาอ่านก็โดนดุว่าอ่านแต่หนังสือไร้สาระ อ้าว สรุปว่าอะไรคือสาระครับ ใครกำหนดว่าต้องอ่านอะไร อะไรคือหนังสือดี อะไรคือหนังสือเลว หากการจะเลือกอะไรสักเล่มต้องถูกกำหนดขนาดนี้ เป็นผมก็ไม่อ่านซะดีกว่า

เด็กไทยสมัยนี้โชคดีกว่าแต่ก่อนมากครับ การอ่านเปิดกว้างมากขึ้น ลองไปเดินสำรวจตามงานหนังสือก็ได้ จะพบว่าเยาวชนมาหาซื้อหนังสือกันเยอะเชียว แน่นอนว่าพวกเขาจะเลือกอ่านหนังสือตามวัยของพวกเขา ผู้ใหญ่บางท่านหงุดหงิดว่าทำไมเด็กอ่านแต่นิยายประโลมโลกย์ อ่านแต่อะไรก็ไม่รู้ไร้สาระ ท่านอย่าเพิ่งปิดประตูการเรียนรู้ของพวเขาเลยครับ อย่างที่ผมบอกว่าใครหรืออะไรคือคนกำหนดสาระของหนังสือที่ควรอ่าน พอเขาไม่อ่านก็ว่า พออ่านก็ไม่พอใจ ผมว่าเราลองจัดระเบียบความคิดกันใหม่ดีกว่าไหมครับเรื่องการอ่าน เราสักแต่ส่งเสริมการอ่านไปหรือเปล่า หรือบางทีไม่ต้องจัดแคมเปญอะไรเลยก้ได้ เขาอ่านกันอยู่แล้ว ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกังวลอะไรกันหรือครับ ผมเองชักไม่แน่ใจ

image.php
อย่าลืมว่าเทคโนโลยีก้าวไปไกล e-books มีเกลื่อน อินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลให้อ่านเพียบ ผู้ใหญ่เองอาจจะตามไม่ทันก็ได้ เยาวชนเขารับเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่ามาก เราอาจไม่ต้องกังวลเรื่องการอ่านก็ได้ครับ เราควรมากังวลเรื่องสื่อที่มีมากจนเกินไปดีกว่า เพราะมันมากจนดึงความสนใจไปจากหนังสือ แล้วสื่อที่มีนั้นมีสาระมากพอหรือไม่ เราควรใส่ใจกับสารที่สื่อโปรยให้ผู้ชมมากกว่าไหม เรื่องส่วนตัวดารา ใครตบใคร ใครเลิกกับใคร อะไรทำนองนี้ หรือสื่อที่แฝงค่านิยมอยากมี อยากได้ อยากเป็น ผมว่าเราห่วงเรื่องนี้กันดีกว่า

สรุปว่าส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยกังวลเรื่องตัวเลขเรื่องการอ่านของคนไทย บ้านเราชอบเอาตัวเลขมาแข่งกัน แต่กลับไม่ดูความเป็นจริงในสังคมที่ขัดแย้งกันเอง แต่หากอยากจะสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดในสังคมไทยแบบเป็นรูปธรรมจริงๆ นั้นก็ไม่อยาก เริ่มที่ตัวเรานั่นล่ะครับ ลองถามตัวเองก่อนสิครับว่าเราอ่านหนังสือครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

อ่านเพิ่มเติมจาก

โดย อภิชัย อารยะเจริญชัย
ห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

Advertisements
This entry was posted in หนังสือ and tagged , , , , , . Bookmark the permalink.

2 Responses to กังวลกันไปทำไมกับสถิติการอ่านของคนไทย

  1. Pingback: ตัวเลขมายากับสถิติการอ่านของคนไทย (จะอะไรกันนักหนา) | จังฮู้แมนบล็อก

  2. ชายนิรนาม says:

    เขียนได้น่าอ่านมากครับผม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s